นิติเวชเถื่อนกับผู้พิทักษ์สายมู: กลิ่นศพสั่งตาย•ตอนที่ 5

รอยนิ้วมือที่ไม่มีอยู่จริง

ผลงานโดย ดร.นิติเวช
ปลายกระบอกปืนกล็อก 19 ของสารวัตรกวินสั่นไหวเล็กน้อย ทว่ามั่นคงพอที่จะสะท้อนลำแสงสีขาวนวลตัดผ่านความมืดมิดในห้องเก็บศพ กลิ่นหอมประหลาดของดอกไม้ป่า—กลิ่นอับชื้นที่เจือด้วยความหวานเย็นเยียบของเกสรดอกไม้ป่าลึกลับ—อบอวลหนาแน่นจนเกือบสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้ว มันเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ผมพบในโพรงจมูกของเหยื่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อยี่สิบปีก่อน กลิ่นที่ถูกบันทึกไว้เพียงในรายงานลับของกรมตำรวจและในความทรงจำสีเทาหม่นของผม เงาร่างโปร่งบางที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตูค่อยๆ ก้าวล่วงเข้ามา แสงไฟจากกระบอกปืนสาดกระทบเข้ากับใบหน้าของแขกยามวิกาล—ไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง และไม่ใช่ผีสางเทวดาอย่างที่กวินอาจจะภาวนาให้มันเป็น "คุณหมออคิน... สารวัตร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับมือเรียวบางที่ยกขึ้นบังแสงไฟฉายที่สาดเข้าตา "ผมคิดว่าพวกคุณคงอยากดูหลักฐานชิ้นนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป" หมวดธนา ลูกน้องคนสนิทของกวินก้าวพ้นกรอบประตูตามเข้ามา เสื้อแจ็คเก็ตยับยู่ยี่และเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายตามไรผมบ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านการวิ่งหน้าตั้งมาหมาดๆ ในมือของนายตำรวจหนุ่มถือกล่องพลาสติกใสบรรจุวัตถุพยานชิ้นสำคัญ—รอยนิ้วมือแฝงบนเศษกระจกที่เก็บได้จากจุดเกิดเหตุเมื่อช่วงหัวค่ำ ผมผ่อนลมหายใจออกยาวนาน ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย ไร้อารมณ์ความรู้สึกเช่นเคย แม้ว่าหัวใจจะยังเต้นผิดจังหวะด้วยความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์ "คุณเกือบทำให้ผมต้องสูญเสียกระสุนไปฟรีๆ นอกเวลาราชการนะหมวดธนา รสนิยมการเปิดประตูห้องดับจิตของคุณนี่ชวนให้นึกถึงหนังสยองขวัญเกรดบีไม่มีผิด" "ผมขอโทษครับอาจารย์ แต่ถ้าผมไม่ใช้วิธีนี้ อาจารย์กับสารวัตรคงกำลังใช้ปืนจ้องตากันเองในความมืดมากกว่าจะสนใจผม" ธนาวางกล่องพลาสติกimprintลงบนโต๊ะสแตนเลสสำหรับชันสูตร กวินลดปืนลงช้าๆ แต่สายตายังคงไม่ละไปจากความมืดเบื้องนอกประตู เขากวาดตามองรอบห้อง ก่อนจะหันมามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวง "กลิ่นนั้น... นายก็ได้กลิ่นใช่ไหมอคิน กลิ่นดอกไม้ป่านั่นไม่ได้มาจากหมวดธนาแน่นอน" ผมไม่ตอบคำถามนั้นทันที สายตาคมกริบกวาดมองไปที่กล่องพลาสติกใสบนโต๊ะสแตนเลส นิ้วมือสวมถุงมือยางยื่นออกไปหยิบกล่องนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟจากหลอดฉุกเฉินที่เพิ่งติดขึ้นมาสำรอง นี่คือหลักฐานชิ้นเอก รอยนิ้วมือบางส่วนที่ประทับอยู่บนคราบเลือดแห้งกรังของเหยื่อ มันคือลายพิมพ์นิ้วมือที่จะนำไปสู่ตัวฆาตกรตัวจริง... หรืออย่างน้อยก็ควรจะเป็นเช่นนั้น "ยอดเยี่ยม" ผมพึมพำลอดไรฟัน "น้ำหนักลายนิ้วมือชัดเจนพอที่จะทำ AFIS (ระบบฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลายก้นหอยแบบ Whorl pattern ที่นิ้วชี้ข้างขวา... เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนระดับนี้ ต่อให้แปลงโฉมมา ศาลก็ออกหมายจับได้ภายในสิบนาที" "เห็นไหมครับสารวัตร" ธนาหันไปยักคิ้วให้ผู้บังคับบัญชา "ทางวิทยาศาสตร์ของอาจารย์อคินไม่เคยโกหกใคร" "แต่ฉันไม่ได้รู้สึกสบายใจกับความ 'สมบูรณ์แบบ' นี้เลยสักนิด" กวินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะชันสูตร ดวงตาคมกريบจ้องมองกล่องพลาสติกในมือผมราวกับมันเป็นวัตถุมีพิษ "นายก็รู้ว่าคดีนี้มันแปลกประหลาดตั้งแต่แรก ลายพิมพ์นิ้วมือที่ชัดเจนขนาดนี้ ในสถานที่เกิดเหตุที่ถูกทำลายหลักฐานจนเกลี้ยงเนี่ยนะ? มันเหมือนกับ... ตั้งใจวางไว้ให้เราเจอ" ผมเงยหน้าขึ้นจากกล่องพลาสติก สบตากับนายตำรวจหนุ่มผู้เชื่อมั่นในเรื่องเวรกรรมด้วยความรู้สึกที่กึ่งสมเพชกึ่งรำคาญ "สารวัตร เลิกเอาตรรกะแบบพระภูมิเจ้าที่มาใช้กับการสืบสวนสักที ทุกอย่างบนโลกนี้มีเหตุและผลรองรับ รอยนิ้วมือนี้ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่มันถูกทิ้งไว้เพราะความสะินสะอ้านของคนร้ายที่มั่นใจในความไร้ตัวตนของตัวเองมากเกินไป ความมั่นใจคือจุดเริ่มต้นของความประมาท และความประมาทคือของหวานสำหรับนิติวิทยาศาสตร์" "บางที... สิ่งที่คุณกำลังถืออยู่อาจจะไม่ใช่ความประมาทหรอกครับอคิน แต่มันคือ 'คำเชิญ'" กวินยื่นมือเข้ามาใกล้ ชandสบตากับผมโดยตรง ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ผสมอยู่ในลมหายใจของเขา "นายไม่คิดเหรอว่า ทำไมฆาตกรที่ฆ่าคนมาเป็นสิบปีโดยไม่เคยทิ้งร่องรอย ถึงเพิ่งมาทำพลาดเอาในคดีนี้?" ผมแค่นسหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่เย็นชาและไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง "เพราะความเสื่อมถอยทางชีวภาพของมนุษย์ครับสารวัตร เซลล์สมองที่แก่ตัวลง ปฏิกิริยาตอบสนองที่ช้าลง หรือแม้แต่ความเย่อหยิ่งที่สะสมมานาน มันทำให้คนเราพลาดได้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับวิญญาณอาฆาตหรือเจ้ากรรมนายเวรที่ไหนทั้งสิ้น" "งั้นก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิครับ" กวินท้าทาย น้ำเสียงของเขาจริงจังและเฉียบคม "เอารอยนิ้วมือนี้ไปตรวจเทียบเคียงกับฐานข้อมูลเดี๋ยวนี้เลย ผมอยากรู้เหมือนกันว่า 'ความจริงทางวิทยาศาสตร์' ของคุณ จะตรงกับสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอยู่หรือเปล่า" ผมไม่ปฏิเสธ ผมวางกล่องพลาสติกกลับลงบนโต๊ะ เตรียมจะเดินไปที่คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลหลักเพื่อทำการสแกนลายนิ้วมือตามกระบวนการมาตรฐาน แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของผมสัมผัสกับตัวล็อกกล่องพลาสติกเพื่อเปิดออก— ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นแปลบขึ้นมาจากไขสันหลัง กล่องพลาสติกใสในมือ... เบาผิดปกติ ผมขมวดคิ้ว นิ้วมือที่สวมถุงมือยางออกแรงดันฝากล่องให้เปิดออกกว้างขึ้น แสงไฟนีออนสีขาวสาดส่องลงไปกระทบกับพื้นผิวด้านในของกล่อง... พื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีเศษกระจก ไม่มีคราบเลือด และที่สำคัญที่สุด—ไม่มีรอยนิ้วมือ กล่องพลาสติกใสบรรจุวัตถุพยานชิ้นเอกที่หมวดธนาเพิ่งวิ่งหน้าตั้งเอาเข้ามาส่งเมื่อห้านาทีที่แล้ว... บัดนี้ว่างเปล่าสนิท ราวกับว่ามันไม่เคยมีอะไรอยู่ข้างในตั้งแต่แรก! ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องชันสูตรทันที เสียงเครื่องมือแพทย์ติ๊dๆ ดังสะท้อนก้องในโสตประสาท บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดลงอย่างฮวบฮาบจนรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เกาะกุมตามผิวหนัง หมวดธนาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ เหมือนไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น "ทะ... เป็นไป2ได้อย่างไรครับ! ผมเป็นคนหยิบมันขึ้นมาจากพื้นห้องเก็บศพด้วยมือตัวเอง ผมใส่กล่องนี้ด้วยตัวเองตลอดทางที่วิ่งมาที่นี่!" ผมหันขวับไปมองนายตำรวจหนุ่ม สีหน้าเคร่งขรึมจนน่ากลัว "นายแน่ใจนะหมวด ว่าตอนที่นายหยิบขึ้นมา มันมีวัตถุพยานอยู่ข้างในจริงๆ ไม่ใช่ว่านายถือกล่องเปล่าวิ่งมาราธอนรอบโรงพยาบาลเล่น?" "ผมไม่ได้บ้าเดียวนะครับอาจารย์!" ธนาร้องเสียงหลง หน้าซีดเผือก "ผมเห็นกับตา! เศษกระจกเคลือบคราบเลือดขนาดเท่าเหรียญบาท มีลายพิมพ์นิ้วมือชัดเจน ผมเห็นมันนอนอยู่บนพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาดจริงๆ!" ผมหันกลับมามองกวิน ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เขายืนกอดอกพิงขอบโต๊ะชันสูตรด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมกริบมองผมด้วยความหมายลึกซึ้งที่ผมเกลียดชังที่สุด—แววตาของคนที่รู้อยู่แล้วว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์กำลังจะพ่ายแพ้ "ทีนี้... นายจะอธิบายว่ายังไงล่ะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักฐาน" กวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "รอยนิ้วมือที่ชัดเจนระดับออกหมายจับได้ หายวับไปกับตาในห้องที่ปิดตาย มีพยานยืนยันสองคน และไม่มีใครเข้าออกนอกจากพวกเรา... หรือว่าหลักฐานชิ้นนี้ มันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกอย่างที่ฉันบอก?" ผมกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อกรามปูดนูน สมองอัจฉริยะประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาเหตุผลทางฟิสิกส์และเคมีมาหักล้าง—การระเหิดของสารอินทรีย์? ปฏิกิริยาเคมีกับแสง? หรือว่านี่คือกลลวงทางจิตวิทยาขั้นสูง? แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้วัตถุทางกายภาพหายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีร่องรอยของการถูกทำลาย ในขณะที่ผมกำลังจะอ้าปากโต้แย้งด้วยทฤษฎีทางนิติเวชศาสตร์ กลิ่นหอมประหลาดของดอกไม้ปުރก็โชยมาเตะจมูกอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้มาจากนอกห้อง... แต่มันลอยออกมาจากด้านในของกล่องพลาสติกเปล่าใบนั้น! และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ลอยละลิ่วเข้ามาในโสตประสาท เป็นเสียงแหบพร่าของผู้หญิงที่สะท้อนก้องมาจากมุมมืดสุดของห้องชันสูตร—มุมที่ไม่มีใครยืนอยู่ *"...แกหาไม่พบหรอก เพราะนิ้วมือนั้น... เป็นของคนที่ตายไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน..."* ผมสะดุดลมหายใจ กวินชักปืนขึ้นมาเล็งไปที่มุมมืดทันทีพร้อมกับหมวดธนาที่ยกโล่กำบังขึ้นตั้งรับ และในวินาทีที่แสงไฟฉายกราดส่องไปยังมุมห้องนั้นเอง บนพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาดสะอ้าน ก็ปรากฏรอยเปื้อนสีดำคล้ำรูปนิ้วมือมนุษย์ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละนิ้ว... จากความว่างเปล่า! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับผู้พิทักษ์สายมู: กลิ่นศพสั่งตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%