กรงกรรมสีหม่นกับคนเคยรัก•ตอนที่ 7

กำแพงที่ไม่มีวันทะลาย

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
กลิ่นอายของน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมอำพันจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ในห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นสี่สิบของตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ ทว่าสิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือแรงกดดันทางอากาศที่แทบจะทำให้คนหายใจไม่ออก รณภพยืนนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะทำงานกระจกนิรสาย บ่ากว้างที่เคยห่อหุ้มด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองเสมอ บัดนี้กลับลู่ลงเล็กน้อยภายใต้สูทสั่งตัดราคาแพง สายตาคมกริบของอดีตสามีผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กำลังทอดมองผู้หญิงหลังโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกที่ยากจะหาคำใดมานิยาม—ทั้งโหยหา เจ็บปวด และสำนึกผิดจนแทบกระอักเลือด พิมพ์มาดาในยามนี้ ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่เคยนั่งกอดเข่าร้องไห้รอเขากลับบ้านเมื่อสามปีก่อนอีกต่อไปแล้ว เสื้อเชิร์ตผ้าไหมสีขาวสะอาดตาขับเน้นทรวดทรงระหงและท่าทีอันสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตเผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้ารูปไข่ที่เรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก แววตาของเธอว่างเปล่าและทรงพลัง มันคือสายตาที่มองทะลุผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ "เอกสารสัญญาควบรวมกิจการฉบับนี้ มีจุดที่ต้องแก้ไขสามจุดค่ะคุณรณภพ" พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์เจือปน ราวกับกำลังพูดคุยกับลูกค้าทั่วไป ไม่ใช่อดีตสามีที่เคยใช้ชีวิตร่วมเตียงกันมาหลายปี "ดิฉันได้ทำไฮไลต์สีแดงไว้ให้แล้ว หวังว่าทางทีมงานของคุณจะรอบคอบกว่านี้นะคะในการประชุมครั้งหน้า" รณภพกลืนก้อนความขมขื่นลงคอ มือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเธออีกนิด กลิ่นกายเฉพาะตัวที่เธอคุ้นเคยโชยเข้าจมูกจนหัวใจกระตุกวูบ "พิมพ์... เราคุยกันเรื่องส่วนตัวบ้างไม่ได้เหรอ" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย มากเสียจนคนฟังแทบไม่เชื่อหูว่านี่คือเสียงของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ใครๆ ต่างเกรงกลัว "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมเคยทำมันเลวร้ายแค่ไหน... ผมรู้ว่าผมมันโง่เง่าแค่ไหนที่ปล่อยมือคุณไป แต่สามปีที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่นึกถึงคุณ พิมพ์... ให้โอกาสผมได้แก้ตัวเถอะนะ" พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบและเสียดแทงจนรณภพรู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยมีดน้ำแข็ง "แก้ตัวเหรอคะ?" เธอย้อนถาม น้ำเสียงเย้ยหยันปรากฏชัดเจนขึ้นในโสตประสาท "คุณรณภพคะ คำว่า 'โอกาส' มันมีไว้สำหรับคนที่สำนึกผิดตั้งแต่ตอนที่ยังมีโอกาสได้รักษา ไม่ใช่คนที่เพิ่งมานึกเสียดายเอาในวันที่ทุกอย่างมันพังทลายลงด้วยมือของตัวเอง" "ผมสำนึกแล้วจริงๆ พิมพ์! ทุกวันนี้บ้านหลังนั้น... เตียงนอนเตียงนั้น มันมีแต่เงาของคุณ!" รณภพก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตความเป็นมืออาชีพ เขาโน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างยันขอบโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างเหลือเพียงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจ "คุณอยากให้ผมทำอะไร เพื่อแลกกับการที่เราจะกลับมาเริ่มต้นใหม่? จะให้ผมกราบขอร้องคุณตรงนี้ไหม? หรือจะให้ผมเอาทุกอย่างที่มีกองแทบเท้าคุณ ผมก็ยอมทั้งนั้น!" ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในหัวของพิมพ์มาดา—ภาพวันที่เธอยืนร้องไห้กอดสูทของเขา วิงวอนขอเศษเสี้ยวความสนใจในคืนที่ศิรินทร์โทรศัพท์ตามเขาออกไปหา ภาพที่เขาผลักไสเธออย่างไร้เยื่อใยและบอกว่าเธอมันน่ารำคาญ หัวใจที่เคยด้านชาของเธอพลันกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวดที่ตกค้าง แต่ทว่า... ความเจ็บปวดนั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งในพริบตา เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้ความปรานี "น่าสมเพชจังนะคะ..." พิมพ์มาดาเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ผู้ชายที่เคยบอกว่าดิฉันไม่มีค่าอะไรเลยในชีวิต... วันนี้กลับมายืนร้องขอความรักจากผู้หญิงที่ตัวเองเคยเหยียบย่ำจนจมดิน แต่น่าเสียดายนะคะคุณรณภพ... ของที่มันเน่าจนขึ้นราและถูกโยนทิ้งลงถังขยะไปแล้ว ต่อให้คุณจะเอาทองคำเปลวมาปิดร้อยแผ่น มันก็ไม่มีวันกลับมามีค่าในสายตาของดิฉันอีกต่อไป" คำพูดนั้นเฉียบคมราวน้ำแข็งปลายมีด รณภพรู้สึกเหมือนถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงจนชาไปหมด เขาหน้าซีดเผือด ยิ่งเห็นแววตาที่เย็นชาและรังเกียจอย่างไม่ปิดบังของเธอ หัวใจของเขาก็ยิ่งเจ็บแปลบราวกับถูกบีบขยี้ด้วยมือมาร "คุณเกลียดผมมากขนาดนั้นเลยเหรอพิมพ์..." เขาลากเสียงสั่นเครือ เอื้อมมือหนาหมายจะคว้าข้อมือเรียวของเธอมาสัมผัสเพื่อส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่มี แต่พิมพ์มาดากลับชักมือหลบราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อสัมผัสกันแม้แต่น้อย ดวงตาของเธอฉายแววรat-hard วาวโรจน์ "ความเกลียดมันยังน้อยไปค่ะสำหรับผู้ชายอย่างคุณ สิ่งที่คุณควรได้รับจากดิฉันคือ 'ความว่างเปล่า' ต่างหาก" เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง "เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ งานการมีตั้งมากมาย อย่ามาทำตัวไร้สาระในเวลางานของดิฉันอีกเลย" รณภพยืนนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดติดขัด เขารู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และไร้ทางออก กำแพงที่เธอสร้างขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเขากับเธอนั้นหนาทึบและสูงตระหง่านเกินกว่าที่ผู้ชายอย่างเขาจะพังทลายมันลงได้ด้วยมือเปล่า ความสำนึกผิดและการตระหนักรู้ว่าเขาได้สูญเสียสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตไปตลอดกาล พุ่งเข้ากระแทกหน้าอกจนเขาเซถอยหลังไปสองก้าว ในจังหวะนั้นเอง... ก่อนที่รณภพจะทันได้เอื้อn-เอ่ยคำใดออกมาเพื่อยื้อเวลา ประตูห้องทำงานบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหันโดยเลขานุการส่วนตัวของพิมพ์มาดา พร้อมกับร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยประมาณสามขวบเศษในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารัก ที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงใสแจ๋ว "มัมมี่ฮะ! น้องันมาแล้ว! คุณน้าซื้อไอศกรีมช็อกโกแลตให้กินด้วย..." เสียงของเด็กชายวัยเตาะแตะขาดหายไปในลำคอ เมื่อดวงตากลมโตคู่ใสแจ๋วราวกับกวางน้อย หันมาสบเข้ากับร่างสูงใหญ่ของรณภพที่ยืนขวางอยู่กลางห้อง และทันทีที่รณภพก้มลงมองใบหน้าเล็กจิ๋วที่มีดวงตา จมูก และโครงหน้าถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน หัวใจของเขาก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ... เมื่อสายตากวาดไปเห็นเอกสารสูติบัตรและแฟ้มประวัติที่ถูกลมพัดปลิวตกลงมาจากโต๊ะทำงานของพิมพ์มาดา เผยให้เห็นตัวเลขปีเกิดและชื่อบิดาที่ถูกเว้นว่างไว้อย่างน่าสงสัย... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดอันงดงามนี้ในตอนที่ 7 นะคะ
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงกรรมสีหม่นกับคนเคยรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%