“หากเจ้ายังรั้งรออยู่ตรงนี้ เก้าชีวิตของพวกเจ้าก็คงไม่พอให้ข้าสังหารหรอกนะ”
ฉินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นดุจภูเขาพรมแดนสวรรค์ เขายืนตระหง่านอยู่บนซากปรักหักพังของศาลาโถงกลางพรรคเมฆาอัคคี เลือดสดๆ หยดลงจากปลายกระบี่สีนิล ดวงตาคมกริบดุจมังกรทอดมองกลุ่มยอดฝีมือที่รายล้อมอยู่รอบกายด้วยสายตาเวทนา ไม่ใช่ความโกรธแค้น ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่พยายามขวางทางพายุใหญ่
“ฉินเฟิง! อย่าได้ลำพองใจไปนัก พรรคเมฆาอัคคีมิใช่สถานที่ที่เจ้าจะเข้ามาเหยียบย่ำได้ตามอำเภอใจ!” ผู้อาวุโสสูงสุดของพรรคคำรามก้อง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความเคียดแค้น มือที่สั่นเทาของเขาชี้ไปยังร่างที่เปื้อนเลือดของฉินเฟิง
“เหยียบย่ำงั้นหรือ?” ฉินเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุก “ข้าไม่ได้มาเพื่อเหยียบย่ำขยะพวกนี้ แต่ข้ามาเพื่อกวาดล้างสิ่งที่เน่าเฟะให้สิ้นซากต่างหาก”
เย่ชิงหลานที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลนักในชุดคลุมสีขาวเปื้อนฝุ่น นางไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามจ้องมองไปยังค่ายกลดาราที่กำลังสั่นคลอนอยู่เบื้องหลังกลุ่มศัตรู “ฉินเฟิง... ค่ายกลกำลังจะแตกแล้ว หากจะทำอะไรก็รีบลงมือ อย่าได้เปิดโอกาสให้พวกมันรวมปราณประสานอีกครั้ง”
คำเตือนของเย่ชิงหลานเพียงพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบข้างกดดันจนถึงขีดสุด ฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ลมปราณมังกรทลายสวรรค์ภายในร่างไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่พลังที่บริสุทธิ์นุ่มนวล แต่เป็นพลังที่ร้อนแรงราวกับแกนกลางของดวงดาวที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง
“รับทราบแล้ว” ฉินเฟิงตอบสั้นๆ ก่อนจะพุ่งร่างออกไปดุจเงาปีศาจ
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วเกินกว่าสายตาของคนธรรมดาจะมองทัน ในพริบตาเดียวเขาก็ปรากฏตัวต่อหน้าผู้อาวุโสสูงสุด ผู้อาวุโสผู้นั้นตื่นตระหนก รีบยกกระบี่โลหิตขึ้นป้องกัน แต่มันช้าเกินไป ฉินเฟิงไม่ได้โจมตีด้วยอาวุธ แต่เขาใช้สันมือฟาดลงไปที่อกของอีกฝ่ายด้วยแรงกดดันมหาศาล
เปรี้ยง!
เสียงกระดูกอกหักดังสนั่นพร้อมกับร่างของผู้อาวุโสที่กระเด็นทะลุเสาหินไปไกลหลายสิบจี้ เลือดคำโตพุ่งทะลักออกมาจากปากของเขา ฉินเฟิงไม่รอให้ศัตรูได้ตั้งตัว เขาหมุนตัวกลางอากาศ กระบี่ในมือวาดเป็นวงโค้งสีน้ำเงินเข้ม รัศมีกระบี่ที่คมกริบตัดผ่านอากาศราวกับสายฟ้าฟาดฟันเหล่าศิษย์ในพรรคจนล้มตายลงดุจใบไม้ร่วง
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ความโหดเหี้ยมและความเด็ดขาดของฉินเฟิงทำให้ความเชื่อมั่นของยอดฝีมือพรรคเมฆาอัคคีพังทลายลงในพริบตา
“นี่ไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดา... เจ้า เจ้าเป็นปีศาจ!” ศิษย์คนหนึ่งตะโกนก้องก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างไร้ทางสู้
“ปีศาจหรือ?” ฉินเฟิงก้าวเดินผ่านศพเหล่านั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน “ในเมื่อพวกเจ้าเรียกข้าเช่นนั้น ข้าก็จะแสดงให้เห็นว่าปีศาจที่แท้จริงน่ะเป็นเช่นไร”
เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาหินดำที่เป็นหัวใจสำคัญของค่ายกล เย่ชิงหลานรีบก้าวเข้ามาสมทบ นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฉินเฟิง ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย... กลิ่นอายของจักรพรรดิโลหิต มันไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มันถูกส่งผ่านค่ายกลนี้มา”
ฉินเฟิงชะงัก สายตาที่เคยดุดันกลับวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“มันใช้ที่นี่เป็นจุดเชื่อมต่อดวงวิญญาณ” เย่ชิงหลานกล่าวพร้อมกับวางมือลงบนค่ายกล “มันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทำลายพรรคนี้ แต่มันกำลังดึงพลังชีวิตของทุกคนในเมืองนี้ไปเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเปิดประตูมิติขั้นที่สาม!”
ฉินเฟิงกัดฟันแน่น ความโกรธแค้นที่อัดอั้นอยู่ในอกแทบจะระเบิดออกมา จักรพรรดิโลหิต... ศัตรูคู่อาฆาตที่พรากทุกอย่างไปจากเขาในอดีตชาติ บัดนี้มันยังคงกล้าใช้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์เพื่อสนองกิเลสของตนเองอีกหรือ?
“ข้าจะไม่ยอมให้มันได้ในสิ่งที่ต้องการ” ฉินเฟิงประกาศกร้าว เขาเดินเข้าไปใจกลางค่ายกล มือของเขาคว้าไปที่แก่นพลังงานสีเลือดที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังมังกรในร่างปะทะกับไอสังหารของจักรพรรดิโลหิตจนเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะกระชากแก่นพลังงานนั้นออกมา เสียงหัวเราะแหลมเล็กและชั่วร้ายก็ดังก้องขึ้นในอากาศ ราวกับเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำมานับพันปี
“ฉินเฟิง... ศิษย์รักของข้า ในที่สุดเจ้าก็มาถึงที่นี่”
เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเสียงของจักรพรรดิโลหิต!
พื้นดินใต้เท้าของฉินเฟิงพลันแยกออก ร่างเงาสีดำทมิฬพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้น มันไม่ใช่ร่างจริง แต่มันคือตราประทับแห่งโลหิตที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของฉินเฟิงมาตั้งแต่ครั้งที่เขาถูกสังหารในอดีต! ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างฉินเฟิงราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจร
“อึก!” ฉินเฟิงทรุดเข่าลงกับพื้น กระบี่นิลในมือหลุดจากมือ เย่ชิงหลานหน้าถอดสี รีบพุ่งเข้ามาหมายจะประคองร่างเขาไว้ แต่เธอกลับถูกพลังงานมหาศาลผลักกระเด็นออกไป
“เจ้าวางแผนไว้เช่นนี้เองสินะ...” ฉินเฟิงกัดฟันกรอด พยายามเค้นพลังปราณต้านทานตราประทับโลหิตที่กำลังพยายามกลืนกินตัวตนของเขาจากภายใน
“ข้าไม่ได้วางแผน... ข้าเพียงแค่รอเวลาที่เจ้าจะแข็งแกร่งพอที่จะเป็น 'ภาชนะ' ที่สมบูรณ์แบบให้กับข้าต่างหาก” เสียงของจักรพรรดิโลหิตดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันมาพร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ราวกับว่ามิติในบริเวณนี้กำลังจะพังทลายลง!
จากเงาดำที่พื้นดิน เบื้องหน้าของฉินเฟิงปรากฏร่างชายสวมหน้ากากเหล็กสีดำสนิท ดวงตาที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นแดงฉานดุจเลือดสด มันคือร่างแยกของจักรพรรดิโลหิตที่รอคอยการกลับมาของอดีตราชันย์ผู้ล่วงลับมาอย่างยาวนาน
ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้น สายตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดจ้องมองไปยังร่างนั้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านจากความเจ็บปวด แต่เขาก็ยังคงยิ้มออกมา “อยากได้ร่างกายข้าไปเป็นภาชนะงั้นรึ? เกรงว่าเจ้าคงต้องเตรียมวิญญาณไว้ชดใช้ให้มากพอ เพราะข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นภาชนะ... แต่ข้ามาเพื่อหั่นร่างเจ้าให้เป็นชิ้นๆ อีกครั้ง!”
เขารวบรวมพลังปราณมังกรทั้งหมดที่มี พุ่งเข้าใส่ร่างแยกของจักรพรรดิโลหิตในระยะประชิด ทว่าในวินาทีที่หมัดของเขากำลังจะปะทะกับหน้ากากเหล็กนั้น แรงระเบิดมหาศาลก็พลันเกิดขึ้น!
ค่ายกลดาราที่เย่ชิงหลานเฝ้าสังเกตการณ์พังทลายลงในพริบตา พร้อมกับการปรากฏตัวของ 'บุคคลที่สาม' ที่ไม่มีใครคาดคิด... คนที่ถือครองกุญแจสำคัญที่ฉินเฟิงตามหามาตลอดชีวิต ซึ่งบัดนี้กำลังจ่อปลายคมมีดเข้าที่ลำคอของเย่ชิงหลานจากด้านหลัง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับมังกรครามท่องภพในบทนี้ครับ
มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 31
บทที่ 31
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!