กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโพรงจมูกไม่ได้ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เบื้องหน้าของเขาคือ ‘หุบเขาอัสนีโลหิต’ ด่านทดสอบที่สามสิบหกของสำนักกระบี่สวรรค์ สถานที่ซึ่งนักพรตและผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนต้องจบชีวิตลงด้วยกระดูกที่แหลกสลายกลายเป็นธุลีดิน
*“เปรี๊ยะ… โครม!”*
สายฟ้าสีชาดฉาดแสงฟาดลงมาจากท้องนฟ้าอย่างไร้ความปรานี แรงกดดันจากเขตแดนพลังระดับหลอมรวมวิญญาณกดทับลงบนไหล่ทั้งสองข้างราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก เลือดสีสดไหลซึมผ่านอาภรณ์สีดำสนิทของฉินเฟิง หยดลงสู่พื้นดินแห้งผากจนเกิดเสียงฟู่ราวกับน้ำราดบนเตาไฟ
ทว่า แววตาของเด็กหนุ่มกลับเปล่งประกายความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี มุมปากหยักยิ้มเหยียดยันขึ้นเล็กน้อย—ความเจ็บปวดระดับนี้เทียบไม่ได้เลยกับความทรมานตอนที่ถูกจักรพรรดิโลหิตหักหลังและควักหัวใจในชาติก่อน
“คิดจะใช้สายฟ้าแห่งสวรรค์มาสยบข้า? เจ้ายังอ่อนหัดเกินไปร้อยปี!”
ฉินเฟิงคำรามในลำคอ เสียงนั้นต่ำลึกทรงพลังจนสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา ร่างกายของเขาเริ่มเปล่งแสงสีทองเรืองรอง ‘เคล็ดวิชามังกรครามกลืนสวรรค์’ ถูกขับเคลื่อนถึงขีดสุด กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปน เส้นเลือดปูดเขียวขจี แต่พลังลมปราณภายในกลับหมุนวนอย่างเป็นระเบียบและดุดันยิ่งกว่าเดิม เขาไม่เพียงแต่ต้านทานสายฟ้าสีชาดนั้น แต่ยังอ้าปากรับเอาพลังงานฟ้าดินที่ปั่นป่วนเข้ามาหลอมรวมในตันtian (จุดตันเถียน) โดยตรง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันสามครั้ง พลังในร่างของฉินเฟิงทะยานผ่านขอบเขตหลอมกายาขั้นเก้าเข้าสู่ ‘ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง’ อย่างสมบูรณ์แบบ คลื่นกระแทกสีทองแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้สายฟ้าที่กำลังผ่าลงมาจนแตกกระจายกลายเป็นละอองแสง
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกลับคืนสู่หุบเขาอัสนีโลหิต สัญชาตญาณดิบของอดีตจอมราชันย์ก็กรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง
ฉินเฟิงสะบัดข้อมือวาบ กระบี่เหล็กไร้นามพุ่งออกจากฝัก ปักลงบนพื้นดินเบื้องหน้าพร้อมกับที่เงาร่างสายหนึ่งร่อนลงมาอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับภูตผี
“ไม่เลว… ใช้เวลาเพียงก้านธูปเดียวในการทะลวงผ่านค่ายกลอัสนีโลหิต แถมยังกล้าดูดซับสายฟ้าพิฆาตเข้าไปในตันเถียนตรงๆ ข้าต้องยอมรับว่าเจ้าเป็นคนแรกในรอบร้อยปีที่ทำเช่นนี้ได้โดยไม่ตัวระเบิดเป็นจุล”
น้ำเสียงใสราวกระดิ่งเงินแต่เยียบเย็นเข้ากระดูกดำดังขึ้น ฉินเฟิงหรี่ตาลงมองผู้มาเยือน
นางยืนอยู่บนยอดผาหินสูงชัน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่ปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้ารูปไข่สวยงามไร้ที่ติ ทว่าแววตากลับคมกริบดุจใบกระบี่ คู่كمปั้นเรียวงามไขว้อยู่ด้านหลัง ท่วงท่าองอาจและเย่อหยิ่งโดยธรรมชาติ นางคือเย่ชิงหลาน องค์หญิงผู้ถูกเนรเทศแห่งราชวงศ์สุริยันจันทรา ผู้ครอบครองเนตรดาราและค่ายกลโบราณ
ฉินเฟิงไม่ได้ลดการระแวดระวังลงแม้แต่น้อย เขากระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้น “เจ้าแอบดูข้ามานานเท่าไหร่แล้ว?”
เย่ชิงหลานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและระคนทึ่ง “แอบดู? เจ้าสำคัญตัวผิดไปแล้วกระมัง ฉินเฟิง… นายน้อยตระกูลฉินผู้ไร้ค่าที่ผู้คนต่างตราหน้า แต่เบื้องหลังกลับซ่อนวิชาลับโบราณที่แม้แต่บรรพบุรุษสำนักยังต้องก้มหัวให้ ข้าเพียงแค่ผ่านมาทางนี้ และบังเอิญสนใจ ‘เหยื่อ’ ที่กำลังจะเดินไปตายที่ลานประลองเบื้องหน้าก็เท่านั้น”
“เหยื่อ?” ฉินเฟิงแค่นเสียง “ใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นผู้ล่า เดี๋ยวพวกเราจะได้รู้กัน”
เย่ชิงหลานก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว ทุกย่างก้าวของนางสอดคล้องกับจังหวะของค่ายกลธรรมชาติรอบตัวอย่างน่าประหลาด นางหยุดยืนห่างจากเขาเพียงสามก้าว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก แต่วิญญาณนักสู้ในร่างฉินเฟิงกลับส่งเสียงคำรามเตือนว่าสตรีตรงหน้าอันตรายยิ่งกว่าอสรพิษหมื่นพิษ
“เจ้ากำลังเดินไปหาความตาย…” เย่ชิงหลานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดำสนิทไร้ก้นบึ้งของฉินเฟิง น้ำเสียงของนางอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “คนของจักรพรรดิโลหิตวางกำลังรออยู่ที่ด่านสุดท้าย สภาพของเจ้าตอนนี้ แม้จะทะลวงขั้นได้ แต่ก็ยังไม่ใช่คู่มือของพวกมัน”
“แล้วมันธุระอะไรของเจ้า?” ฉินเฟิงถามกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดุจใบมีดโกน “หรือว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์อย่างเจ้า จะนึกสงสารหมาข้างถนนอย่างข้าขึ้นมา?”
เย่ชิงหลานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง นางไม่เคยถูกใครพูดจาถางถางเช่นนี้มาก่อนในชีวิต แต่แทนที่จะโกรธ นางกลับรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างที่ทำให้ละสายตาไม่ได้
“ข้าไม่ได้สงสารเจ้า…” เย่ชิงหลานยกย่องรอยยิ้มมุมปากที่งดงามแต่เยือกเย็นไม่แพ้กัน ยื่นข้อเสนอที่ทำให้ฉินเฟิงต้องหรี่ตามอง “แต่ข้ากำลังมองหา ‘หมาก’ ที่กล้าพอจะกระดานนี้ร่วมกับข้า… เจ้ากล้าพอที่จะเดิมพันชีวิตกับองค์หญิงที่คนทั้งแผ่นดินต้องการตัวผู้นี้หรือไม่?”
ลมพัดโชยผ่านหุบเขาอัสนีโลหิตอีกครั้ง พัดพาเอาเศษฝุ่นและกลิ่นอายความตายวนเวียนอยู่รอบตัวคนทั้งสอง ฉินเฟิงนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ สายตาคมกราบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงและประกายความเจ้าเล่ห์ในแววตาของนาง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกย่องรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่อ่านไม่ออก
“เดิมพันด้วยชีวิตรึ?” ฉินเฟิงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางจนระยะห่างเหลือเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มเนียนขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ จนเย่ชิงหลานต้องผะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกใจ
“น่าสนใจ…” ฉินเฟิงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น “แต่บอกไว้ก่อน… ข้าไม่เคยเล่นเป็นเบี้ยล่างใคร หากเจ้าคิดใช้ข้าเป็นทางผ่านไปสู่เป้าหมายของเจ้าล่ะก็… เตรียมใจเอาไว้ให้ดี ว่าข้าอาจจะเป็นคนควักหัวใจของเจ้าออกมาก่อนที่ศัตรูของเจ้าจะทันได้แตะต้องตัวเสียอีก!”
เย่ชิงหลานสะท้านเฮือกในอก หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะความกลัว… แต่เป็นเพราะกระแสจิตสังหารที่บริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าเงาอสูรที่นางเคยพบเจอมาทั้งชีวิต
ทว่า ก่อนที่นางจะได้ตอบโต้อะไร ประกายแสงสีดำทมิฬนับร้อยสายก็พุ่งแหวกอากาศมาจากเบื้องล่างของหุบเขา เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันน่าสะพรึงกลัวดังก้องสะท้านฟ้า
*“ฮ่าๆๆๆ! พบตัวแล้ว! นายน้อยฉินเฟิง… นายท่านสั่งให้พวกเราเอาหัวของเจ้ากลับไปเสียบประจานณ บัดนี้!”*
เงาร่างในชุดคลุมสีโลหิตนับสิบคนพุ่งทะยานขึ้นมาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา พร้อมกับกลิ่นอายพลังสังหารที่พวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านด่านนรกไปด้วยกันครับ! — มังกรครามท่องภพ
มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 5
บททดสอบนรก
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!