“เจ้าไม่ใช่ข้า... และข้าก็ไม่ใช่ตุ๊กตาในกระจกของเจ้า!”
ฉินเฟิงคำรามก้องในห้วงจิต เสียงนั้นกึกก้องจนมิติรอบตัวสั่นสะท้าน เขาพุ่งตัวทะลุผ่านความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว ดวงตาที่เคยพร่ามัวจากการหมดสติกลับมาคมกริบดุจใบมีดโกน ไอสังหารสีแดงฉานพวยพุ่งออกจากรูขุมขน กลั่นตัวเป็นมังกรโลหิตที่ขดตัวรอบกาย แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินที่เขานอนอยู่แตกละเอียดเป็นผุยผง
เขาลืมตาขึ้น ในที่พักลับกลางหุบเขาไร้ชื่อ เบื้องหน้าคือร่างของเย่ชิงหลานที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดิน เธอมีสีหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม แต่กระบี่ดาราในมือยังคงปักลงบนค่ายกลเพื่อคุ้มครองเขาอย่างไม่ลดละ
“ตื่นแล้วหรือ... ท่านแม่ทัพ” เสียงของเธอแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
ฉินเฟิงไม่ตอบในทันที เขายันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจร แทนที่พลังปราณธรรมดาจะเป็นสายธารที่อ่อนนุ่ม บัดนี้มันกลับไหลเวียนราวกับลาวาที่หลอมละลายทุกสิ่งที่ขวางทาง ทุกสัมผัสที่เขามีต่อโลกเปลี่ยนไป เขาสามารถ 'มองเห็น' เส้นใยของพลังงานที่ถักทอเป็นท้องฟ้าและผืนดินได้อย่างชัดเจน
“ข้าเห็นมัน” ฉินเฟิงพูดสั้นๆ พลางกวาดสายตามองฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาล “เงาในกระจก... มันไม่ใช่ปีศาจจากภายนอก แต่มันคือเศษเสี้ยวความโกรธแค้นในอดีตที่ข้าเคยทิ้งไว้เมื่อครั้งจุติ”
เย่ชิงหลานเดินเข้ามาใกล้ แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นออร่ารอบตัวฉินเฟิงที่ดูน่าเกรงขามจนแม้แต่เธอเองยังรู้สึกหายใจลำบาก “เจ้าเปลี่ยนไปมาก พลังในกายเจ้า... มันไม่ใช่ระดับขอบเขตมหาเทพธรรมดา แต่มันดูเหมือนพลังที่เพิ่งผ่านการฟื้นคืนจากนรกภูมิ”
“ถูกต้อง” ฉินเฟิงหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาของเขาเยือกเย็นและดุดัน “สงครามที่กำลังจะมาถึง จักรพรรดิโลหิตมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่บัลลังก์ แต่มันต้องการกลืนกินทุกสรรพสิ่งเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งเซียน หากเรายังสู้ด้วยวิธีเดิม เราจะไม่มีวันชนะ”
เขาเดินตรงไปยังแผ่นที่ยุทธศาสตร์ที่กางไว้กลางห้อง นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งสี่ทิศของอาณาจักร “ชิงหลาน เจ้าจงเตรียมกองกำลังเหล็กกล้าที่ฝึกด้วยค่ายกลดาราของเจ้า ส่วนข้า... ข้าจะไปเยือนถ้ำมังกรอัคคีด้วยตนเอง เพื่อนำ 'กุญแจ' ที่จะเปิดคลังอาวุธโบราณกลับมา”
“นั่นมันอันตรายเกินไป!” เย่ชิงหลานท้วงติง “ที่นั่นมีอสูรเฝ้าหอคอยที่แม้แต่จักรพรรดิโลหิตยังไม่กล้าก้าวก่าย ท่านเพิ่งจะหลุดพ้นจากสภาวะวิกฤต ร่างกายท่านยังไม่เสถียรดีนัก”
ฉินเฟิงยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย “ถ้าหากข้ายังกลัวความตาย ข้าจะกลับมาเพื่ออะไร? ในชาตินี้ ข้าไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อรักษาลมหายใจ แต่ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อเผาผลาญศัตรูให้กลายเป็นธุลี”
เขาหยิบผ้าคลุมสีดำขึ้นมาสวม แผ่นหลังของเขากว้างใหญ่และมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน เย่ชิงหลานมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งชื่นชม ทั้งหวาดกลัว และเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ นี่คือบุรุษที่เธอเลือกจะเดิมพันด้วยชีวิต
บรรยากาศในหุบเขาเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อฉินเฟิงเดินออกไปภายนอก กองทัพลับที่เขาซุ่มฝึกฝนไว้จำนวนสามพันนายต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน เสียงกระหึ่มของดาบที่ชักออกจากฝักดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา พวกเขาทุกคนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งราชันย์ที่หวนคืนมาอย่างสมบูรณ์
“ฟังให้ดี!” ฉินเฟิงตวาดก้อง พลังปราณสะเทือนไปถึงก้อนเมฆ “จากวันนี้ไป จะไม่มีคำว่าปราณีต่อผู้ทรยศ ต่อให้มันจะเป็นเทพหรือปีศาจ หากใครขวางทางก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ของพวกเรา... จงบดขยี้มันให้ไม่เหลือแม้แต่เศษวิญญาณ!”
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังจะก้าวเท้าออกจากหุบเขาเพื่อมุ่งหน้าสู่ถ้ำมังกรอัคคี สายลมที่พัดผ่านกลับนำพากลิ่นกำยานที่เขาคุ้นเคยอย่างประหลาดมาด้วย เป็นกลิ่นของดอกบัวหิมะที่ปลูกได้เพียงในวังหลวงของศัตรูตัวฉกาจ
เขาสะดุดหยุดเท้า แววตาสีแดงฉานหดแคบลง เมื่อเห็นบุรุษในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายมังกรดำยืนรออยู่บนโขดหินเบื้องหน้า ร่างนั้นไม่ได้มีเจตนาฆ่าฟัน แต่กลับยื่นจดหมายผนึกตราประทับโลหิตมาให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา
“นายท่าน... องค์หญิงถูกจับตัวไปแล้ว และคนผู้นั้นต้องการให้ท่านไปพบที่ 'สุสานเทพเจ้า' เพียงลำพังในคืนนี้ หากไม่เช่นนั้น... เขาจะลบชื่อของท่านออกจากประวัติศาสตร์โลกนี้ตลอดกาล”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้มังกรครามท่องภพเสมอมาครับ
มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 15
คืนชีพสู่ความยิ่งใหญ่
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!