"วางตราประทับนั่นลงเสีย เย่ชิงหลาน... เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อปกครองคน"
ฉินเฟิงเอ่ยขึ้นขณะยืนหันหลังให้แก่บรรดาขุนนางและแม่ทัพที่คุกเข่าอยู่เต็มท้องพระโรง เสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าดังกังวานก้องไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน บนโต๊ะไม้จันทน์หอมเบื้องหน้ามีตราลัญจกรทองคำวางอยู่ มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดเหนือใต้หล้า แต่สำหรับชายที่เพิ่งผ่านการสังหารจักรพรรดิโลหิตมาหมาดๆ สิ่งนี้มิใช่รางวัล แต่มันคือโซ่ตรวน
เย่ชิงหลานในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ขยับกายก้าวเข้ามาใกล้ แววตาของนางไหววูบราวกับดวงดาราที่กำลังดับแสง นางไม่ได้หันไปมองขุนนางเหล่านั้น แต่มองเพียงแผ่นหลังกว้างที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนของชายผู้นี้
"แผ่นดินนี้ต้องการรากฐานที่มั่นคง ฉินเฟิง... หากท่านจากไป ใครจะเป็นผู้คานอำนาจเหล่าขุนนางที่จ้องจะฉกฉวยผลประโยชน์จากซากศพของสงคราม? ท่านคือวีรบุรุษผู้กู้ชาติ ไม่ใช่แค่นักรบรับจ้าง" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าแฝงความนัยที่เชือดเฉือนความลังเลในใจเขา
ฉินเฟิงหันกลับมา แววตาที่เคยดุดันราวกับมังกรคลั่งบัดนี้กลับราบเรียบประหนึ่งผิวน้ำในบึงลึก เขาเดินผ่านนางไปช้าๆ พลางหยิบจอกสุราขึ้นมาแล้วเทลงบนพื้นดิน แทนที่จะดื่มมัน
"วีรบุรุษหรือ? ข้าก็แค่คนเดินดินที่ถูกโชคชะตาผลักให้ต้องจับกระบี่ขึ้นมาฆ่าฟัน" เขาแค่นหัวเราะในลำคอ "เจ้าเห็นรอยเลือดที่ยังไม่แห้งบนกำแพงเมืองนั่นไหม เย่ชิงหลาน? เลือดของจักรพรรดิโลหิตอาจหายไปแล้ว แต่ความเคียดแค้นของเหล่าดวงวิญญาณที่ถูกมันสังเวยยังคงวนเวียนอยู่ การปกครองคือความตายที่ค่อยๆ กัดกินใจคน ข้าพอแล้วกับคราบเลือดบนบัลลังก์"
ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรง ทุกคนต่างกลั้นหายใจ สายตาของจอมราชันย์ผู้นี้ไม่ได้มองไปที่อำนาจ แต่มองไปที่เส้นขอบฟ้าที่ไกลโพ้นออกไป
"แล้วท่านจะไปที่ใด?" นางถาม เสียงของนางสั่นเครือเพียงเล็กน้อย
"ไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักข้า ที่ที่ข้าไม่ต้องเป็น 'มังกร' ที่ต้องพ่นไฟทำลายล้างผู้ใดอีก" ฉินเฟิงหยิบกระบี่คู่กายขึ้นมาสะพายไว้ที่หลัง จังหวะที่เขาก้าวเดินลงจากบัลลังก์ เสียงฝีเท้าของเขามั่นคงและเด็ดเดี่ยวราวกับตัดขาดจากโลกใบนี้อย่างถาวร
ขุนนางบางคนพยายามจะทัดทาน แต่เมื่อสบเข้ากับประกายตาที่คมกริบดุจคมกระบี่ของเขา ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาเงียบกริบ แม้แต่กองทัพที่จงรักภักดีที่สุดก็ยังไม่กล้าขวางทางเขา นี่คือบารมีของชายผู้ที่แม้แต่ความตายก็ยังต้องหลีกทางให้
ระหว่างที่ฉินเฟิงเดินผ่านประตูเมืองชั้นในที่พังทลายลงจากแรงปะทะครั้งก่อน เขากลับหยุดชะงัก สายลมกรรโชกแรงพัดเศษฝุ่นคละคลุ้ง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่คุ้นเคย... กลิ่นอายที่ไม่ควรจะมีอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว
มันเป็นกลิ่นของ 'ไอหมอกดารา' ชนิดเดียวกับที่จักรพรรดิโลหิตเคยใช้เปิดประตูมิติเพื่อดึงพลังมาจากห้วงจักรวาลภายนอก
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว มือที่จับฝักกระบี่บีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาค่อยๆ หันกลับไปมองยังท้องฟ้าเบื้องบน ที่ซึ่งเมฆหมอกเริ่มบิดเบี้ยวเป็นวงกลมสีม่วงคล้ำ ราวกับมีดวงตาขนาดมหึมาที่มองลงมาจากห้วงมิติที่อยู่เหนือระดับสวรรค์ขึ้นไป
"ข้าบอกแล้วว่านี่ไม่ใช่จุดจบ..." เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับสายลม "แต่ดูเหมือนว่าการกระทำของข้าในวันนี้ จะเป็นการเปิดประตูบ้านต้อนรับแขกที่ร้ายกาจกว่าเดิมหลายเท่าตัว"
ฉินเฟิงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงตาของเขาฉายแวววาวโรจน์ด้วยความกระหายในการต่อสู้ที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าในวินาทีนั้นเอง กองกำลังเงาสีดำทมิฬนับหมื่นก็หลั่งไหลลงมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ก้องกังวานไปทั่วปฐพี
"นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะขี้ขลาดถึงขั้นสละบัลลังก์หนีตายไปเช่นนี้... ฉินเฟิง! เจ้าคิดว่าการตัดหัวสุนัขรับใช้ของข้า จะทำให้เจ้ามีชีวิตรอดไปได้งั้นรึ?" ร่างกายของฉินเฟิงแข็งค้างเมื่อเห็นร่างที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ—ร่างของคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับอดีตชาติของเขาเมื่อพันปีก่อน
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมมากับฉินเฟิงจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันในบทสุดท้ายครับ - มังกรครามท่องภพ
มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 19
รุ่งอรุณใหม่
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!