มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 47

บทที่ 47

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
เศษกระเบื้องเคลือบสีชาดแหลมคมปักลึกลงไปในพื้นศิลา กลิ่นอายคาวเลือดลอยอวลผสมกับกลิ่นอายอัสนีบาตที่ยังคงหลงเหลือจากการปะทะเมื่อครู่ ฉินเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองเศษซากความพินาศตรงหน้า สายตาของเขาทอดมองผ่านความมืดสลัวไปยังเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกสีโลหิต รอยยิ้มที่มุมปากของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว "คิดไม่ถึงใช่ไหม... ศิษย์น้อง ว่าพวกเราจะยังมิได้สะสางบัญชีแค้นกันให้จบสิ้น?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของอสูร,ร้ายดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาอสูรโลหิต เงาร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น—ไท่จวิน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรยศหักหลังในสำนักกระบี่นภาร้อยลี้ ผู้ซึ่งเคยลงมือสังหารฉินเฟิงในชาติภพก่อนด้วยกระบวนท่า 'กระบี่ผ่าตะวัน' อันลือลั่น บัดนี้พลังลมปราณของมันก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปไกลโข บรรลุถึงขอบเขตราชันย์เทวะขั้นที่เจ็ดแล้ว ฉินเฟิงยืนนิ่งสงบ ดาบมังกรทลายสวรรค์ในมือไม่ได้ส่งเสียงร้องคำรามแม้แต่น้อย แต่มันกลับเปล่งประกายแสงสีครามเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นที่เจ้าของกำลังปลดปล่อยออกมา "ข้าคิดไว้แล้วว่าเจ้าต้องโผล่หัวออกมา" ฉินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เยือกเย็นจนน่ากลัว "สุนัขที่เคยซุกหัวอยู่ใต้เงาของจักรพรรดิโลหิต... คิดว่าการเลื่อนขั้นพลังเพียงเล็กน้อย จะทำให้เจ้าพลิกชะตากรรมจากชาติก่อนได้กระนั้นหรือ?" ไท่จวินแค่นหัวเราะออกมาอย่างเกรี้ยวกราด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "ปากดี! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน เจ้ามันก็เป็นแค่เศษสวะที่อาศัยบุญเก่ากลับมาเกิดใหม่! วันนี้ ข้า ไท่จวิน จะใช้กระบี่เล่มนี้ควักหัวใจของเจ้าออกมาดูว่ามันทำด้วยอะไร!" สิ้นเสียงคำราม ไท่จวินสะบัดมือวาบ ดาบยาวสีเลือดเล่มมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันแผ่ไอสังหารสีดำทมิฬออกมาปกคลุมรัศมีร้อย丈 ท้องฟ้าเหนือหุบเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมฆฝนก่อตัวหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย เย่ชิงหลานที่ยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย นางรีบโคจรพลังปราณดาราเพื่อปกป้องเส้นชีพจร พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกังวล "ฉินเฟิง... ระวังตัวด้วย ค่ายกลรอบด้านนี้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า มันไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญ เจ้าพวกนี้วางแผนตลบหลังเรา!" "ข้ารู้" ฉินเฟิงตอบสั้นๆ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขามองทะลุผ่านค่ายกลโลหิตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รอบกายของไท่จวินมีเงาดำลึกลับอีกเจ็ดร่างปรากฏขึ้น พวกมันสวมหน้ากากอนธการและถือโซ่ตรวนวิญญาณ—นี่คือ 'เจ็ดอสูรเงาทมิฬ' มือสังหารรับจ้างจากแดนสนธยาที่ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุด สถานการณ์ในตอนนี้พลิกผันจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากการตามล่ากลายเป็นการถูกซุ่มโจมตีในพื้นที่ปิดตาย "ฮ่าๆๆๆ รู้แล้วอย่างไร? ต่อให้เจ้าจะมีปีกบินได้ ก็ไม่มีวันหนีพ้นค่ายกลกักวิญญาณโลหิตนี้ไปได้หรอก!" ไท่จวินแผดเสียงหัวเราะลั่นอย่างได้ใจ มันประสานอินทร์ด้วยมือทั้งสองข้าง บังคับให้กระบี่โลหิตพุ่งทะยานเข้าหาฉินเฟิงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ แสงสีแดงฉานเจิดจ้าจนแสบตา แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของฉินเฟิงจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว ฉินเฟิงไม่หลบหนี เขายกดาบขึ้นตั้งรับอย่างมั่นคง กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียด พลังแห่งมังกรทลายสวรรค์ไหลเวียนผ่านจุดชีพจรทั้งร้อยแปดอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำเชี่ยว เสียงปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า แรงกระแทกส่งผลให้คลื่นกระแทกพัดพาเอาต้นไม้ใหญ่รอบบริเวณหักโค่นลงเป็นแถบๆ *เปรี้ยง!* ร่างของฉินเฟิงไถลถอยหลังไปสามก้าว รอยเท้าลึกจมลงไปในเนื้อดิน แต่นัยน์ตาของเขากลับประกายแสงสีทองคมกล้าอย่างไร้ความหวั่นเกรง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะ "มีดีแค่นี้เองหรือศิษย์พี่ใหญ่? วิชา 'กระบี่ผ่าตะวัน' ที่เจ้าภาคภูมิใจนักหนา ในมือของเจ้าตอนนี้ กลับดูเหมือนดาบของเด็กอมมือที่กำลังรำไม่เป็นท่าเสียมากกว่า" ใบหน้าของไท่จวินกระตุกวูบด้วยความโกรธเกรี้ยว คำพูดเย้ยหยันนั้นบาดลึกเข้าไปในความอีโก้ของมันอย่างจัง "เจ้าเด็กเวร! ตายเสียเถอะ!" ไท่จวินคำรามลั่น เร่งเร้าพลังปราณทั้งหมดในตานtianจนถึงขีดสุด กระบี่โลหิตแยกออกเป็นเงาดาบนับพันสาย พุ่งเข้าประดังประเดใส่ฉินเฟิงจากทุกทิศทุกทางราวกับหายุฝนคมดาบ ไม่มีช่องว่างให้หลบหนีแม้แต่น้อย ทว่า ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้นเอง ฉินเฟิงกลับหลับตาลงชั่วพริบตา ความเงียบงันปกคลุมจิตใจของเขา ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของคมดาบที่พุ่งเข้ามาใกล้ เขากลับได้ยินเสียงหัวใจของค่ายกลโลหิตเต้นระรัวอยู่ใต้พื้นดิน ดวงตาของฉินเฟิงเบิกโพรงขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าสว่างวาบยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เขาไม่ได้ตั้งรับอีกต่อไป แต่ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าด้วยคัมภีร์ย่างก้าวพญามังกร ดาบในมือวาดวงโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวอย่างไร้ที่ติ *ฉวะ!* เสียงเนื้อถูกเฉือนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว เงาดาบนับพันสายสลายกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า เลือดสีดำพุ่งกระฉูดออกจากหัวไหล่ของหนึ่งในเจ็ดอสูรเงาทมิฬที่ลอบเข้ามาประชิดด้านหลัง ร่างนั้นทรุดฮวบลงกับพื้นก่อนจะสิ้นใจตายในพริบตาโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง ไท่จวินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มันไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าการโจมตีอันทรงพลังของตนจะถูกทำลายลงได้ง่ายดายเพียงนี้ แถมยังถูกฉินเฟิงหาช่องว่างสวนกลับจนลูกน้องคนสำคัญดับอนาถในกระบวนท่าเดียว "เป็นไปไม่ได้! เจ้า... เจ้าบรรลุถึงขอบเขตนั้นแล้วหรือ?!" ไท่จวินถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนไม่เชื่อ ฉินเฟิงก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวที่เหยียบลงไปสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาอย่างมหาศาล ดาบมังกรทลายสวรรค์ชี้ตรงไปที่คอของไท่จวิน หยาดเลือดหยดหนึ่งไหลลงมาจากคมดาบกระทบกับพื้นศิลา "ในเมื่อเจ้าอยากรู้นักว่าข้าสะสางบัญชีแค้นอย่างไร..." ฉินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และดุดันราวกับพญามยมราชที่พิพากษาชะตากรรม "ข้าก็จะแสดงให้เห็นว่า... ความตายที่แท้จริง มันมีรสชาติเช่นไร" ทว่า ก่อนที่ฉินเฟิงจะทันได้ตวัดดาบปลิดชีพอดีตศิษย์พี่ ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยเป็นสีแดงฉานกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา ลมพายุประหลาดพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงจนต้นไม้ถอนรากถอนโคน มิติเบื้องหน้าของไท่จวินฉีกขาดออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ เงาร่างโปร่งแสงในชุดคลุมสีทองอร่ามก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติด้วยท่าทีสบายๆ กลิ่นอายอันกดขี่ข่มเหงระดับมหาเทพแผ่ซ่านกดทับทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อยลี้จนทุกคนต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าใต้หมวกคลุมนั้นเผยให้เห็นรอยยิ้มอันน่าขนลุก "ฉินเฟิง... เจ้าเติบโตขึ้นมากทีเดียว" เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังดังก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน "แต่ดูเหมือนว่า... เหยื่อที่เจ้ากำลังจะฆ่าผู้นี้ เป็นคนของ 'เรา' ตั้งนานแล้วนะ" ขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางทะยานสวรรค์ไปกับตัวอักษรเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ—มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%