กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในสายลมหนาวเหน็บไม่ได้ทำให้ฉินเฟิงขยับเขยื้อนแม้แต่นصفก้าว สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่สีนิลกาลจดจ้องมองเงาร่างมหึมาบนม่านเมฆสีดำสนิทเบื้องบน โลหิตอุ่นๆ ที่ยังคงหยดติ๋งลงมาจากศีรษะของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่นภากาศ กระทบกับพื้นหินศิลาเบื้องล่างจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน
ความกดดันระดับ "แดนราชันย์สวรรค์ขั้นสูงสุด" แผ่ซ่านกดทับลงมาจนศิษย์สำนักกระบี่นภากาศที่เหลือรอดต่างทรุดฮวบลงกับพื้น กระอักเลือดออกมาคำโตด้วยความหวาดกลัว
"เจ้า... มันตัวอะไรกัน"
เย่ชิงหลานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย แต่นัยน์ตาคู่สวยยังคงฉายแววแน่วแน่ นางก้าวเข้ามาขนาบข้างฉินเฟิง พร้อมกับรวบรวมลมปราณดาราเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่คาดฝันนี้ ในมือของนางถือแผ่นศิลาค่ายกลที่สั่นระริกจนแทบจะแตกสลาย
ฉินเฟิงยกมือขึ้นห้ามช้าๆ ดวงตาหรี่แคบลงครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณการต่อสู้ที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนบอกเขาว่า... สิ่งที่อยู่เบื้องบนนั้นไม่ใช่พลังที่เพิ่งบรรลุ แต่เป็น "เงาอดีต" ที่ตามหลอกหลอนเขามาจากชาติภพก่อน
"ไม่ใช่ตัวอะไรหรอก... ชิงหลาน" ฉินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบจนน่าขนลุก "แต่เป็นสหายเก่าที่ข้าเคยส่งลงนรกไปแล้วครั้งหนึ่งต่างหาก"
ก๊าซ... ก๊าซ...
เสียงหัวเราะแหบพร่าราวกับเศษโลหะเสียดสีกันดังเล็ดลอดออกมาจากหน้ากากยักษ์บนใบหน้าของเงาร่างนั้น มันค่อยๆ ปล่อยศีรษะในมือให้ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างไม่แยแส ก่อนที่ร่างมหึมาจะก้าวเดินผ่านม่านเมฆลงมาทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบย่าง พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว รอยแยกสีดำแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง
"ฉินเฟิง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตายในหุบเขาอสูรโลหิตเมื่อสามร้อยปีก่อน จะทำให้ดวงวิญญาณอันต่ำต้อยของเจ้าเป็นอิสระได้?"
เสียงนั้นดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของปีศาจจากขุมนรก มันไม่ใช่เสียงของจักรพรรดิโลหิตตัวจริง แต่เป็น "ร่างเงาอวตาร" ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นด้วยวิถีมารโบราณและดวงวิญญาณนับหมื่นดวง
ฉินเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หึ... จักรพรรดิโลหิต เจ้าส่งเศษเสี้ยววิญญาณกระจอกเช่นนี้มา เพื่อดูหน้าคนที่เจ้าเคยหวาดกลัวงั้นหรือ? หรือว่าในดินแดนเบื้องบน ร่างจริงของเจ้ากำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวว่าข้าจะตามไปเด็ดหัวแกอีกรอบกันแน่?"
คำพูดของฉินเฟิงเฉียบคมดั่งมีดโกน มันทิ่มแทงเข้าใส่ความหยิ่งผยองของเงาร่างสวมเกราะโลหิตอย่างจัง
เงาร่างนั้นชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่จิตสังหารสีเลือดจะทะลักทลายออกมาเป็นพายุหมุน พัดพาร่างของศิษย์สำนักกระบี่นภากาศที่นอนอยู่รอบบริเวณปลิวหายไปในพริบตา ความโกรธเกรี้ยวทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเป็นประจุสายฟ้าสีแดงฉาน
"ปากกล้าดีนี่... นายน้อยตระกูลฉินผู้ไร้ค่า! วันนี้ ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ควักเอาหัวใจมังกรที่เจ้าเพิ่งหลอมรวมออกมากินต่อหน้าต่อตาเจ้า!"
สิ้นเสียงคำราม เงาร่างมหึมาก็หายวับไปจากสายตา ความเร็วนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าย่างก้าวพริบตาใดๆ ที่ฉินเฟิงเคยเผชิญมาในชาตินี้!
"ระวัง!" เย่ชิงหลานกรีดร้องเตือน พร้อมกับสะบัดมือซัดแผ่นศิลาค่ายกลออกไปเบื้องหน้า เกิดเป็นม่านแสงดาราศาสตร์รูปทรงแปดเหลี่ยมปกป้องร่างของทั้งสองไว้ในเสี้ยววินาที
เปรี้ยง! ม่านแสงดาราแตกละเอียดในพริบตาเดียว แรงกระแทกส่งผลให้เย่ชิงหลานกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว กระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำโต ร่างของนางทรุดลงกับพื้นเนื่องจากลมปราณตีกลับ
"ชิงหลาน!"
ฉินเฟิงคำรามลั่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามของราชันย์มังกร เปลวเพลิงสีครามลุกโชนท่วมร่างของเขาจนอุณหภูมิรอบบริเวณพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เขาก้าวเท้าออกไปด้วยวิชาก้าวมังกรทะยานสวรรค์ หมัดขวาถูกเงื้อมขึ้นสุดแขน อัดแน่นด้วยพลังปราณมังกรแท้จริงที่คำรามก้องอยู่ในตัน티ียน
ตู้มมม!
หมัดของฉินเฟิงปะทะเข้ากับหมัดของเงาร่างสวมเกราะโลหิตอย่างจัง แรงปะทะระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกวงกว้าง พื้นศิลาบริเวณรอบรัศมีร้อยเมตรแหลกละเอียดเป็นผุยผง เกิดเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา
ฉินเฟิงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาตามแขน กระดูกในร่างส่งเสียงลั่นกรอบ แต่ริมฝีปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นอย่างเยือกเย็น
"พลังของร่างอวตาร... มีดีแค่นี้เองรึ?"
ฉินเฟิงไม่รอให้ศัตรูได้ตั้งตัว เขาใช้มืออีกข้างคว้าจับเข้าที่ข้อมือของเงาร่างนั้นแน่น พลังเพลิงมังกรครามแผดเผาเกราะโลหิตจนเกิดควันสีดำพวยพุ่ง ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาจากวิญญาณนับหมื่นที่สิงสถิตอยู่ภายในเกราะ
"เจ้าเด็กสารเลว...!" เงาร่างนั้นพยายามสะบัดออก แต่ฉินเฟิงกลับใช้เคล็ดวิชาดูดกลืนฟ้าดิน ดึงเอาพลังปราณโลหิตของอีกฝ่ายย้อนกลับเข้ามาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของตนเอง
ดวงตาของฉินเฟิงเปล่งประกายเจิดจ้า พลังลมปราณในร่างที่ติดค้างอยู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้า พลุ่งพล่านขึ้นอย่างไร้การควบคุม เสียงคำรามของมังกรทองและมังกรครามดังประสานกันก้องกังวานในหู
ทว่า... ในวินาทีที่ฉินเฟิงกำลังจะเผด็จศึกด้วยกระบวนท่าสุดท้ายเพื่อทำลายร่างอวตารนี้ให้สิ้นซาก ท้องฟ้าเบื้องบนที่ควรจะมืดครึ้มกลับฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ
รอยแยกมิติสีม่วงเข้มปรากฏขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าจักรพรรดิโลหิตหลายร้อยเท่า มือสีขาวซีดราวน้ำแข็งคู่หนึ่งแหวกมิติออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูของฉินเฟิงโดยตรง...
*"ฉินเฟิง... สามร้อยปีผ่านไป เจ้ายังคงเล่นสนุกกับเศษสวะพวกนี้อยู่สินะ... สหายเก่า เจ้าจำเสียงของข้าได้หรือไม่?"*
ฉินเฟิงชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหงื่อกาฬไหลซึมลงมาตามขมับ เพราะเสียงนั้น... คือเสียงของบุคคลที่เขาเกลียดชังยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า บุคคลผู้เป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการล่มสลายในชาติภพก่อน!
ขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมาครับ มังกรครามท่องภพ
มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 45
บทที่ 45
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!