“เจ้าคิดว่าคมดาบที่อาบด้วยความแค้นของเจ้า จะระคายผิวหนังมังกรที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยโลหิตเทพได้งั้นหรือ?”
ฉินเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานด้วยอำนาจที่กดทับบรรยากาศรอบข้างจนแทบแตกสลาย เขาไม่ได้แม้แต่จะหันไปมองร่างของศัตรูที่คุกเข่าอยู่เบื้องหลัง สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเบื้องล่างของหุบเขาอเวจี ที่ซึ่งไอสังหารสีแดงฉานกำลังพวยพุ่งขึ้นมาราวกับพายุคลั่ง
เย่ชิงหลานที่ยืนอยู่เคียงข้างขยับกายเล็กน้อย แววตาของนางไหวระริกด้วยความกังวล มือเรียวงามกุมกระบี่ดาราคู่ใจไว้แน่น นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากค่ายกลโบราณที่กำลังจะถูกทำลาย “ฉินเฟิง... พลังของจักรพรรดิโลหิตไม่ได้มีเพียงแค่ที่เจ้าเห็นในนิมิต หากเราไม่เร่งปิดฉากมันตอนนี้ เกรงว่ามิตินี้จะถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์”
ฉินเฟิงแค่นยิ้มที่มุมปาก “กลืนกินงั้นหรือ? มดปลวกที่พยายามจะกินดวงตะวัน สุดท้ายก็มีแต่จะมอดไหม้ไปเอง”
เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ปราณกระบี่มังกรครามก็พุ่งแหวกอากาศ สร้างรอยแยกของมิติเป็นทางยาว เสียงกัมปนาทดังสนั่นไปทั่วทั้งอาณาเขต แรงปะทะรุนแรงจนชั้นหินรอบตัวแตกร้าวราวกับแก้วที่ถูกค้อนยักษ์ทุบ แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นหลังจากฝุ่นควันจางหายไป กลับไม่ใช่ร่างไร้วิญญาณของศัตรู แต่มันคือ... เงาดำทมิฬที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของชายผู้สวมเกราะโลหิต
“เจ้าเก่งกาจขึ้นมาก ฉินเฟิง” เสียงแหบพร่าดั่งปีศาจคำรามดังออกมาจากร่างนั้น “แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... ข้าคือผู้ที่เคยฉีกกระชากวิญญาณเจ้าในชาติก่อน? ความทรงจำที่ขมขื่นนั่นน่ะ มันยังฝังรากลึกอยู่ในกระดูกของเจ้าไม่ใช่หรือ?”
ฉินเฟิงชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มจัด กระแสลมปราณรอบตัวเริ่มปั่นป่วนจนเป็นพายุหมุนขนาดย่อม เขารู้ดีว่าจักรพรรดิโลหิตกำลังใช้กลจิตสังหารจี้จุดอ่อนในใจ แต่สำหรับเขานั้น ความแค้นในอดีตไม่ใช่โซ่ตรวนที่ดึงรั้งให้เขาอ่อนแอ แต่มันคือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงให้เขากลายเป็นผู้ที่เหนือกว่า
“ข้าในชาติก่อนคือคนโง่เขลาที่เชื่อใจศัตรู” ฉินเฟิงเดินก้าวเข้าไปหาเงาทมิฬนั้นทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่ละย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดิน แรงกดดันมหาศาลทำให้แผ่นดินยุบตัวลง “แต่ฉินเฟิงคนนี้... จะใช้คมดาบนี้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้เจ้าเห็นว่า ความตายที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”
เย่ชิงหลานสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ นางรีบตะโกนเตือน “ฉินเฟิง ระวัง! มันกำลังดึงพลังจากหินศิลาโลหิตที่อยู่ใต้เท้าเจ้า!”
แต่ทุกอย่างสายเกินไป พื้นดินใต้เท้าของฉินเฟิงเปลี่ยนสภาพกลายเป็นห้วงเหวสีเลือดที่ดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างของเขาให้จมดิ่งลงไป จักรพรรดิโลหิตหัวเราะร่าด้วยความกระหายชัยชนะ ขณะที่คมอาวุธนับพันเล่มที่ก่อตัวจากโลหิตพุ่งเข้าใส่ฉินเฟิงจากทุกทิศทาง
ฉินเฟิงไม่หลบหลีก เขาหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยประกายตาที่คมปลาบราวกับจะตัดผ่านความจริง “วิชาเทวะมังกรทลายสวรรค์... กายาหมื่นกระบี่!”
ฉับพลันนั้น ร่างของเขาก็เปล่งประกายสีครามเจิดจ้า ร่างกายที่ดูเหมือนเนื้อหนังธรรมดา กลับแปรเปลี่ยนเป็นโลหะอาถรรพ์ที่ไม่มีอาวุธใดทำลายได้ ทุกคมดาบที่พุ่งเข้ามาปะทะกับร่างของเขา กลับกลายเป็นเสียงดังเคร้งราวกับเหล็กกระทบเหล็ก ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองไป
เขาอาศัยจังหวะที่เงาทมิฬชะงักงัน พุ่งตัวเข้าหาศัตรูด้วยความเร็วเหนือแสง มือขวาของเขากลายเป็นกรงเล็บมังกรที่แผ่ไอสังหารเยือกเย็น คว้าเข้าที่ลำคอของร่างเงาทมิฬนั้นไว้แน่น
“ข้าบอกแล้วไง... ว่าเจ้ามันก็แค่ภาพลวงตาของอดีตที่น่าสมเพช” ฉินเฟิงเค้นเสียงผ่านลำคอ ก่อนจะออกแรงบีบจนเงาทมิฬนั้นส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น กลับมีเสียงปรบมือดังขึ้นเบาๆ จากเงามืดหลังเสาหินที่แตกหัก เป็นจังหวะที่เชื่องช้าแต่ทรงพลังจนฉินเฟิงต้องชะงักและตวัดสายตามองไปในทันที ร่างของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดกับเลือดเนื้อและซากปรักหักพังอย่างสิ้นเชิง ใบหน้างดงามนั้นประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนผู้มองสั่นสะท้านอย่างไม่อาจหักห้าม
“ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านจอมราชันย์” หญิงผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยันที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นน้ำแข็ง “แต่ท่านแน่ใจแล้วหรือว่า... สิ่งที่ท่านเพิ่งจะทำลายไปนั้น คือตัวจริงของจักรพรรดิโลหิต?”
ฉินเฟิงปล่อยร่างเงาทมิฬในมือทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี เขาหันไปจ้องมองสตรีแปลกหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบเกินจะหยั่งถึง เพราะเขาสัมผัสได้ว่า พลังของนางนั้น... เหนือกว่าจักรพรรดิโลหิตที่เขาสังหารไปเมื่อครู่หลายเท่านัก
นางเอื้อมมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉินเฟิงและเย่ชิงหลานต้องหยุดลมหายใจไปชั่วขณะ “เพราะหากเขาสังหารท่านไม่ได้... คนที่จะต้องลงมือสังหารท่านด้วยมือของตัวเอง ก็คงจะเป็นข้า... พี่สาวผู้ที่ท่านเพิ่งจะลืมเลือนไปเมื่อสามร้อยปีก่อนไงล่ะ ฉินเฟิง”
ท่ามกลางลมพายุที่กำลังทวีความรุนแรง เงาร่างของสตรีที่อ้างว่าเป็นพี่สาวของเขาเริ่มเปล่งประกายแสงสีทองลึกลับ ซึ่งเป็นพลังที่เขารู้จักดี... มันคือวิชาเซียนขั้นสูงที่สาบสูญไปนับพันปี และในขณะที่เขากำลังจะขยับกายตอบโต้ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขากลับปรากฏอักขระมิติตัวเดิมที่เขาเคยใช้สลักไว้บนร่างของตัวเองในชาติก่อน... มันเริ่มส่องสว่างขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับกำลังจะย้อนเวลาหรือดึงเขากลับเข้าสู่ความตายอีกครั้ง
ความแค้น ความจริง และโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผัน... กำลังจะตัดสินชีวิตของเขาในวินาทีนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับโชคชะตาที่พลิกผันของมังกรครามท่องภพนะครับ
มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์•ตอนที่ 41
บทที่ 41
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาศึกเทพมังกรทลายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!