“ถ้าคุณก้าวขาออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว ธันวา... ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนั้นจะสิ้นสุดลงทันทีในอีกหกสิบวินาทีข้างหน้า”
เสียงทุ้มต่ำที่ผ่านการดัดแปลงจนฟังดูเหมือนเสียงกระซิบจากหลุมศพดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของผม มันไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนทั่วไป แต่มันคือเสียงเพชฌฆาตที่กำลังเต้นระบำอยู่บนเส้นประสาทของผมโดยตรง
ผมจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ฉายภาพวิดีโอสดผ่านเว็บแคม เหยื่อรายที่สาม... หญิงสาววัยรุ่นที่ผมเพิ่งพบเธอเมื่อสัปดาห์ก่อนในคดีลักพาตัวที่ยังไม่คลี่คลาย เธอนั่งสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในห้องใต้ดินที่มืดมิด ลมหายใจของเธอเป็นจังหวะที่ขัดแย้งกับหัวใจที่เต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก ในมือของเธอถูกพันธนาการด้วยลวดหนามที่รัดแน่นจนเลือดซึมออกมาตามข้อมือ
“แกต้องการอะไร” ผมถาม ลมหายใจของผมหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินมาถ่วงไว้ในปอด สติสัมปชัญญะของผมสั่งให้วิเคราะห์สถานการณ์ แต่หัวใจที่ถูกบีบคั้นด้วยภาพในหน้าจอกำลังสั่งให้ผมพังกำแพงกั้นทางจริยธรรมทั้งหมดทิ้งไปเสีย
“ผมต้องการให้คุณทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด โปรไฟล์เลอร์ผู้เก่งกาจ” เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังลอดออกมาจากปลายสาย “ไปที่ล็อกเกอร์หมายเลข 402 ในสถานีรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง คุณมีเวลาถึงเที่ยงคืน หากคุณช้ากว่านั้นแม้แต่วินาทีเดียว... คุณจะได้เห็นความตายแบบสดๆ ผ่านหน้าจอนี้อีกครั้ง และเชื่อผมเถอะ ธันวา ครั้งนี้มันจะไม่มีคำว่า ‘ความหวัง’ เหลืออยู่เลย”
สายถูกตัดไป ทิ้งไว้เพียงเสียงสัญญาณวิ้งที่บาดลึกในโสตประสาท ผมยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงาน ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่เกมไล่ล่า แต่มันคือการทรยศที่วางแผนไว้อย่างแนบเนียนตั้งแต่วันแรกที่ผมก้าวเข้ามาในหน่วยงานนี้ ทุกรอยนิ้วมือ ทุกหลักฐานที่ผมพบ ทุกคำแนะนำที่ผมได้รับจากคนรอบข้าง... กำลังถูกตั้งคำถามว่ามันคือเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อบงการผมหรือไม่
“คุณกำลังทำอะไรอยู่ ธันวา?” เสียงหวานทว่าเย็นเยียบดังขึ้นจากประตูห้อง ดร.เรนิตาก้าวเข้ามา เธอสวมชุดสูทสีเข้มที่ดูไร้ที่ติ แววตาของเธอจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับกำลังขุดคุ้ยความลับในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ
“ผมกำลังจะไปที่สถานีรถไฟ” ผมตอบโดยไม่หันไปมอง พยายามเก็บซ่อนอาการสั่นของมือไว้ในกระเป๋ากางเกง
“นั่นคือกับดัก” เธอเดินเข้ามาใกล้ หยุดยืนอยู่ข้างๆ ผม กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเธอมันช่างขัดกับบรรยากาศที่ตึงเครียด “คุณรู้ดีกว่าใครว่า ‘มิสเตอร์เอ็กซ์’ ต้องการให้คุณไปที่นั่นเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคุณในกรมตำรวจ หรือแย่กว่านั้น... เพื่อให้คุณเป็นแพะรับบาปในเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น”
“ถ้าผมไม่ไป เธอจะตาย” ผมตวัดสายตามองเธอ “คุณเป็นจิตแพทย์ คุณอ่านคนเก่งไม่ใช่หรือไง เรนิตา? บอกผมสิว่าในหัวของคนอย่างมันกำลังคิดอะไรอยู่ หรือว่าจริงๆ แล้ว... คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ด้วย?”
คำถามของผมทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน เรนิตาไม่ได้โกรธเคือง เธอเพียงแค่ออกแรงเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่สื่อความหมายได้ยาก
“ถ้าฉันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ คุณคงไม่ยืนคุยกับฉันอยู่ตรงนี้หรอก ธันวา” เธอก้าวเข้ามาประชิด “แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่ามันต้องการอะไรจริงๆ คุณต้องหยุดใช้ความรู้สึกนำทาง และเริ่มมองเห็น ‘ภาพสะท้อน’ ในสิ่งที่มันทิ้งไว้”
เธอหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะผมขึ้นมา แล้วกางมันออกบนโต๊ะ มันคือรูปถ่ายที่ผมเก็บไว้ในซองจดหมายนิรนามเมื่อเช้านี้ ภาพที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ภาพสถานที่รกร้าง แต่เมื่อเรนิตาวางแผ่นพลาสติกใสที่มีรหัสลับทับลงไป ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นทำให้ผมถึงกับชะงัก
*‘น้องสาวของแกไม่ได้หายไปไหน เธออยู่ในเงาของสิ่งที่แกกำลังล่า’*
ความโกรธแค้นพุ่งพล่านจนสมองผมแทบดับวูบ นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องคดีฆาตกรรม แต่มันคือการเอาปมในอดีตมาปั่นหัวผมอย่างเลือดเย็นที่สุด
“ผมต้องไป” ผมคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวม “ไม่ว่าจะเป็นกับดักหรืออะไรก็ตาม ผมจะไม่ยอมให้ใครต้องตายเพราะความล้มเหลวของผมอีก”
“งั้นก็ไปเถอะ” เรนิตากล่าวพลางเบี่ยงตัวหลีกทางให้ “แต่จำไว้ว่า ฆาตกรไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตเหยื่อ มันต้องการ ‘การทำลายตัวตน’ ของคุณให้แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี”
ผมก้าวออกจากห้องทำงานด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่าเดิม ทุกย่างก้าวในโถงทางเดินที่มืดมิดของกรมตำรวจดูเหมือนจะยาวไกลขึ้น ผมผ่านโต๊ะของเพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติในท่าทางของผมเลย หรือบางที... พวกเขาอาจจะกำลังจับจ้องผมอยู่ด้วยสายตาของฆาตกรที่ซ่อนเร้น
ผมขับรถมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินร้างตามที่ถูกระบุไว้ กลิ่นอับชื้นและคราบเขม่าดินปืนจางๆ ลอยมาแตะจมูก ผมเดินลงบันไดเลื่อนที่พังทลายลงไปสู่ความมืด ไฟฉายในมือผมสาดส่องไปตามทางเดินแคบๆ จนไปหยุดอยู่ที่ล็อกเกอร์หมายเลข 402 ตามคำสั่ง
มือของผมสั่นเล็กน้อยขณะเอื้อมไปเปิดกุญแจที่ถูกล็อกไว้ ล็อกเกอร์ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงร้องโหยหวน ภายในนั้นไม่ได้มีระเบิด หรืออาวุธร้ายแรงตามที่ผมคาดการณ์ไว้
ในล็อกเกอร์มีเพียงตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งที่เปื้อนเลือด และโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่กำลังสั่นรัว ผมหยิบมันขึ้นมาเปิดรับสาย
“คุณมาช้าไปสามวินาที ธันวา” เสียงของมิสเตอร์เอ็กซ์ดังขึ้น คราวนี้ไม่มีการบิดเบือนเสียงอีกต่อไป มันคือเสียงที่ผมคุ้นเคยที่สุด... เสียงที่สะท้อนอยู่ในความทรงจำอันเลวร้ายของผมมาตลอดสิบปี
ผมเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา เพราะในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ก้าวออกมาจากเงามืดหลังกำแพงสถานีไม่ได้มีแค่เสียงเดียว แต่มีถึงสามคน และหนึ่งในนั้น... เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมหยุดเต้น
มันคือใบหน้าของคนที่ผมคิดว่าตายไปแล้ว... ใบหน้าที่เหมือนกับผมทุกประการ
หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเริ่มต้นของการเผยความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงบทนี้ครับ
เงาอำมหิตในม่านจิต: ล่าปริศนาฆาตกรเงา•ตอนที่ 22
เงื่อนไขที่โหดร้าย
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอำมหิตในม่านจิต: ล่าปริศนาฆาตกรเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!