“อุ๊ย! มือ... พี่ศิลาจับมือกับยัยนักเขียนบทคนนี้อยู่เหรอคะ? นี่มันหมายความว่ายังไงกันคะเนี่ย?”
เสียงแหลมสูงของมีนาราวกับใบมีดโกนที่กรีดผ่าความเงียบในห้องประชุมใหญ่โตจนแทบขาดวิ่น พริมาสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต รีบดึงมือของตัวเองกลับออกจากอุ้งมืออุ่นจัดของสถาปนิกหนุ่มทันที ทว่าความรวดเร็วนั้นกลับทำให้ข้อศอกของเธอไปกระแทกกับมุมโต๊ะกระจกนิรภัยเข้าอย่างจังจนเธอต้องนิหน้าสูดปากด้วยความเจ็บ
แต่ศิลาไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของนางแบบสาวขาประจำโปรเจกต์เลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินกวาดมองรอยแดงจางๆ ที่ข้อมือของพริมาที่เกิดจากการกุมมือเมื่อครู่ แววตาของเขาไหววูบด้วยความไม่พอใจระคนเป็นห่วง ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยหน้ากากเย็นชาตามนิสัยของพวกปากไม่ตรงกับใจ
“ถ้าสายตาไม่ได้มีปัญหาจนต้องตัดแว่นใหม่ ก็น่าจะเห็นนะคะว่าเอกสารมันกำลังจะปลิวเพราะลมแอร์ สติปัญญาของคุณมีนากรองข้อมูลได้แค่มองเป็นเรื่องชู้สาวหรือไงคะ ถึงได้โวยวายเสียงดังลั่นตึกแบบนี้” ศิลาสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เชือดเฉือนจนมีนาหน้าเสีย เม้มปากแน่นด้วยความแค้นเคือง
พริมาลูบข้อมือตัวเองปอยๆ หันไปมองหน้าชายหนุ่มแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกประหลาดในอก เขาปกป้องเธอ... หรือแค่รำคาญเสียงกรี๊ดกร๊าดของมีนากันแน่? แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหน บรรยากาศรอบตัวในห้องประชุมตอนนี้ก็กลับมาดิ่งลึกเข้าสู่ความเงียบงันที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อมีนากระทืบส้นสูงเดินกระแทกออกไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดังปัง
โปรเจกต์เร่งด่วนชิ้นนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนจะต้องส่งแบบแปลนและโครงสร้างบทให้ทางคณะกรรมการบริหารพิจารณาขั้นเด็ดขาด ทั้งสองคนถูกขังไว้ในห้องประชุมกระจกใสที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน แต่ภายในห้องกลับไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ความเงียบ... ที่ดังที่สุด
มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่มันคือความอึดอัดที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ พริมานั่งกอดอกอยู่ฝั่งตรงข้าม ปลายดินสอในมือหมุนวนไปมาบนกระดาษร่างบทบรรยาย เธอเหลือบมองคนฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ ศิลากำลังก้มหน้าก้มตาตรวจแก้เส้นสายสถาปัตยกรรมในแท็บเล็ตดิจิทัล แสงสีฟ้าสะท้อนลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเคร่งเครียดเป็นพิเศษสันจมูกโด่งเป็นคมริมฝีปากหยักลึกที่มักจะเอ่ยคำพูดกัด
เจ็บแสบใส่เธอบัดนี้เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง บ่งบอกถึงความกดดันที่เขากำลังแบกรับอยู่
“ถ้าจะนั่งจ้องหน้าฉันจนกระดาษในมือพรุน เอาเวลาไปแก้บทฉากที่สามตรงโครงสร้างห้องนั่งเล่นให้มันสอดคล้องกับเสารับน้ำหนักที่ฉันเพิ่งแก้ไปเมื่อกี้ดีกว่าไหมคะ คุณนักเขียนบท” ศิลาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ปากหนาๆ นั่นยังคงร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยน
พริมากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเหลืออด เธอวางดินสอลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ จนศิลาต้องเงยหน้าขึ้นมาสบตา
“นี่! คุณศิลาคะ ตั้งแต่เข้าห้องนี้มา ฉันยังไม่ได้ยินคำพูดดีๆ จากปากคุณเลยสักประโยคเดียว อยากจะกัด อยากจะแซะ ฉันเข้าใจนะคะว่าคุณเป็นพวกเพอร์เฟกชันนิสต์โรคจิตที่ต้องเป๊ะทุกองศา แต่ช่วยกรุณาลดความประสาทแดกแล้วพูดจากับมนุษย์ด้วยกันดีๆ สักวันจะได้ไหมคะ?” พริมาพ่นชุดคำพูดรัวเร็วด้วยความอัดอั้น ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอนอดนอน ทำงานร่วมกับเขาจนขอบตาดำเป็นหมีแพนด้า แต่สิ่งที่ได้กลับมามีแต่คำวิจารณ์เผ็ดร้อน
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย วางสไตลัสในมือลงอย่างช้าๆ เขาถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้นิ้วเรียวยาวนวดคลึงหว่างพรางตาตัวเองเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอตรงๆ แววตานั้นไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนทุกที แต่กลับลุ่มลึกและมีความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่จนพริมาต้องเผลอกลั้นหายใจ
“ถ้าฉันไม่เข้มงวด... งานนี้มันคงพังไปตั้งแต่วันแรกแล้วค่ะคุณพริมา” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ยังคงความดุไว้ในที “แล้วที่ฉันต้องมานั่งแก้แบบจนตาแตกอยู่นี่ ก็เพราะบทที่คุณเขียนมันดันทะลึ่งจี้จุดโครงสร้างบ้านที่ฉันออกแบบไว้พอดิบพอดี... คุณรู้ไหมว่ามันหมายความว่าอะไร?”
พริมาชะงัก ขมวดคิ้วมุ่น “หมายความว่าอะไรคะ?”
“มันหมายความว่า... คุณทำการบ้านมาดีเกินไป จนบางทีฉันก็คิดว่าคุณแอบอ่านใจฉันตอนออกแบบบ้านหลังนี้หรือเปล่า” ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวอ้อมโต๊ะประชุมมาหยุดยืนอยู่ตรงเก้าอี้ฝั่งที่เธอนั่ง เงาของร่างสูงทอดทับลงมาโอบล้อมเธอไว้จนแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟเข้มๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนพริมาต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยอัตโนมัติ
“คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย ใครจะไปอ่านใจคุณกัน” พริมาเสมองไปทางอื่น หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรำทำเพลงผิดจังหวะเสียอย่างนั้น ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม
“ไม่ได้อ่านใจเหรอคะ? แล้วทำไมสายตาที่คุณมองแบบแปลนบ้านหลังนี้ ถึงได้ดูเหมือน... มองฉันในแบบที่คนอื่นไม่เคยเห็นล่ะ” ศิลาโน้มตัวลงมา ใช้มือข้างหนึ่งค้ำพนักเก้าอี้ของเธอไว้ ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากเธอแค่คืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มจนพริมาต้องจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองเพื่อเรียกสติ
ความเงียบที่เคยน่าอึดอัดเมื่อครู่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบอีกรูปแบบหนึ่ง... ความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางเคมีอันตรายที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ศิลาก้มมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่าของหญิงสาว แววตาของสถาปนิกหนุ่มฉายแววคลั่งรักที่ซ่อนไว้ภายใต้ความปากแข็งมาโดยตลอด เขาค่อยๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
“คุณศิลา... ถอยไปเลยนะคะ งานยังไม่เสร็จนะ” พริมาเอ่ยเสียงสั่น พยายามดันอกแกร่งของเขาออก แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดจะสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้
ศิลาไม่ถอยหนม แถมยังโน้มตัวลงมาจนชิดริมฝีปากของเธออยู่ห่างกันไม่ถึงเซนติเมตร ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันและกันในความเงียบงันของห้องประชุมยามวิกาล
“งั้นก็เลิกทำงานสtiสักนาที... แล้วตอบคำถามฉันมาก่อนสิคะ ว่าที่คุณยอมเหนื่อย ยอมอดนอน ยอมทะเลาะกับฉันทุกวันเนี่ย... เป็นเพราะงาน หรือเพราะอะไรกันแน่”
นิ้วเรียวอุ่นจัดของศิลายื่นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มของเธอออกให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่กลับสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของนักเขียนสาว
ทว่า... ก่อนที่พริมาจะได้อ้าปากตอบคำถามที่ทำเอาหัวใจแทบหลุดออกมานอกอกนั้น เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่ผลักประตูพรวดเข้ามาอย่างไรมารยาท!
“พี่ศิลาคะ! แย่แล้วค่ะ เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งาน...”
(ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งกัดทั้งฟินของศิลาและพริมานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - เหมยฮวาแรกแย้ม)
แบบแปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 8
ความเงียบที่ดังที่สุด
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แบบแปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!