“เดี๋ยว...” เสียงของศิลาแหบพร่าและสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด “เธอห้ามไป... ฟังฉันก่อน พริมา!”
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ กลิ่นอายของกระดาษไขแปลนบ้านและกาแฟคั่วบดเข้มข้นลอยอบอวลอยู่รอบตัว พริมาหยุดฝีเท้าที่กำลังจะหมุนตัวหนี เธอสูดลมหายใจเข้าลึก, ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับสถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและปากร้ายเป็นที่หนึ่ง
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงของศิลากำลังไหวระริก มือหนาข้างหนึ่งเผลอกำชายเสื้อสูทของตัวเองแน่น ราวกับว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ช่วยยึดโยงสติสัมปชัญญะของเขาเอาไว้ในนาทีนี้
“มีอะไรจะสั่งสอนอีกเหรอคะ, คุณศิลา?” พริมาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง น้ำเสียงของเธอเจือแววประชดประชันอย่างไม่คิดจะปิดบัง “หรือว่าแบบแปลนที่ฉันแก้ไปเมื่อวาน มันยังไม่ถูกใจท่านสถาปนิกเทวดา จนต้องเรียกฉันมาฟังคำวิจารณ์รอบสองในระยะประชิดแบบนี้?”
ศิลาขบกรามแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นตามแรงอารมณ์ เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างคุกคาม แต่ทว่าแววตานั้นกลับไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความสับสนและ... ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับมันมาตลอดหลายสัปดาห์
“เธอคิดว่าฉันเรียกเธอมาเพื่อเรื่องงานจริงๆ งั้นเหรอ, พริมา?” ศิลาเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่เชิดขึ้นอย่างถือดี “สมองระดับนักเขียนบทมือรางวัลอย่างเธอ นี่คิดได้แค่มุมมองตื้นๆ แบบนี้หรือไง ถึงได้ชอบตีความการกระทำของคนอื่นไปในทางลบอยู่เรื่อย”
“อ๋อเหรอคะ? แล้วการที่จู่ๆ ก็มาตะโกนสั่งห้ามโน่นห้ามี่ แล้วทำหน้าเหมือนคนอกหักทั้งที่ตัวเองเป็นคนไล่ให้ออกไปให้พ้นหน้าเนี่ย มันเรียกว่ามุมมองลึกซึ้งตรงไหนคะ?” พริมาสวนกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว เธอสาวเท้าเข้าไปประชิดเขาเช่นกัน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสจนเธอต้องแอบเม้มริมฝีปาก
บรรยากาศในห้องประชุมระอุขึ้นราวกับมีประกายไฟสาดกระเซ็นใส่กัน ความซึนเดเระของศิลาปะทะเข้ากับความแสบคันแบบไม่ยอมคนของพริมาอย่างพพอดีเป๊ะ เป็นสงครามประสาทที่คนนอกมองเข้ามาคงคิดว่าทั้งคู่กำลังจะกินเลือดกินเนื้อกัน
แต่ทว่า... สำหรับพนักงานแผนกออกแบบที่แอบมองลอดผ่านกระจกใสฝ้าพิมพ์ลายของห้องประชุม ภาพที่เห็นกลับชวนให้ลุ้นจนตัวโก่ง
“เฮ้ยแก ดูนั่นดิ... หัวหน้าศิลาหน้าแดงแจ๋เลยวะ” มินตรา ลูกน้องคนสนิทกระซิบกระซาบกับเพื่อนร่วมงานเสียงเบา พรางเอาศอกสะกิดเพื่อนข้างๆ
“ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ปกติเห็นแต่โหมดดุเป็นหมาบ้าใส่ทุกคน แต่นี่มองคุณพริมาด้วยสายตาเหมือนลูกแมวโดนแย่งปลาย่างชัดๆ” ชายหนุ่มอีกคนพึมพำเสริม พรางกลั้นขำจนตัวสั่น “ดูปากเขาสิ ขยับใหญ่เลย สงสัยเถียงสู้ไม่ได้แน่ๆ”
เสียงซุบซิบและเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ลอดผ่านรอยต่อของประตูเข้ามา ถึงแม้จะเบามาก แต่ประสาทสัมผัสที่ตื่นตัวของคนทั้งคู่ก็ทำให้รับรู้ได้ทันที
ศิลาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าที่ปกติจะเรียบตึงราวกับหินแกรนิต บัดนี้กลับมีเลือดฝาดพุ่งขึ้นมาจนลามไปถึงใบหู เขาเหลือบมองประตูแวบหนึ่งด้วยความหงุดหงิดที่ความเป็นส่วนตัวถูกรบกวน ก่อนจะหันกลับมาจ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่ดุยิ่งกว่าเดิม เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังกัดกินหัวใจ
“พวกข้างนอกนั่นคงสนุกกันใหญ่สินะที่มีเรื่องตลกให้ดู” ศิลาเสียงลอดไรฟัน พรางขยับตัวเข้ามาใกล้พริมาอีกนิดจนแทบจะชิดติดกัน เพื่อบังไม่ให้สายตาอยากรู้อยากเห็นของลูกน้องมองทะลุเข้ามาได้ถนัด
“ก็หัวหน้าเล่นแสดงละครฉากใหญ่ซะขนาดนี้ ใครเขาจะไม่สนใจล่ะคะ?” พริมาเชิดหน้าขึ้นท้าทาย แม้หัวใจในอกจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอกเมื่อแผงอกกว้างของเขารelative ชิดกับร่างเธอจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น “ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว หลบไปค่ะ ฉันมีงานต้องไปปั่นต่อ ไม่ว่างมาเล่นเกมจ้องตากับคุณหรอกนะ”
“ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าจะให้เธอไป” ศิลาเสียงเข้มขึ้น แต่ทว่าแววตากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มือหนาที่เคยกำหมัดแน่น เปลี่ยนมาเอื้อมมือออกไปคว้าข้อมือเรียวของพริเอาไว้เบาๆ ไม่ให้เธอขยับหนี แรงบีบนั้นอบอุ่นและมั่นคง จนพริมาต้องชะงัก
“ปล่อยนะคะ...” พริมาพยายามดึงข้อมือกลับ แต่เขากลับยิ่งกระชับนิ้วให้แน่นขึ้นโดยไม่ยอมเจ็บตัว “คุณศิลา!”
“ถ้าฉันปล่อย... เธอจะไปจริงๆ ใช่ไหม?” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งและถือดีอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของชายคนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียบางอย่างไปอย่างไม่น่าเชื่อ
พริมานิ่งงันไปชั่วขณะ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม ความกวนประสาทเมื่อครู่วันนี้กลับมลายหายไปในพริบตา เมื่อได้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้กำแพงความเย็นชาของเขา ไดอะล็อกที่เตรียมจะย้อนกลับไปจุกอกจนพูดไม่ออก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นตรงจังหวะกันอย่างประหลาด
“ฉัน... ก็แค่อยากให้เธออยู่ทำงานต่อด้วยกัน... ให้จบโปรเจกต์นี้” ศิลาพึมพำออกมาในที่สุด ดวงตาคู่คมหลบตาลงเล็กน้อยอย่างคนฟอร์มจัด “ไม่ได้หมายความว่า... อยากให้เธอไปไหนไกลซะหน่อย”
พริมายิ้มมุมปากอย่างหมั่นไส้ แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อุ่นวาบขึ้นในช่องท้อง “ปากแข็งแบบนี้ ระวังจะไม่มีใครเอาเป็นแฟนนะคะ, คุณสถาปนิก”
“ใครบอกว่าไม่มี...” ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันทีจนพริมาต้องเบิกตากว้าง “ฉันก็—”
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ตามด้วยการผลักเปิดเข้ามาอย่างรวดเร็วของใครบางคน พร้อมกับเสียงใสที่เอ่ยทักทายเสียงดัง
“พี่ศิลาขา! แพรมาแล้วค่ะ... เอ๊ะ! ขอโทษค่ะ ขัดจังหวะอะไรรisเปล่าเนี่ย?”
ศิลาชะงักกึก เขาผละตัวออกจากพริมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดระคนตกใจ เมื่อเห็นร่างเพรียวระหงของ ‘แพรวา’ ลูกสาวเจ้าของโครงการพันล้านก้าวเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม และในจังหวะที่พริมากำลังจะดึงมือออกจากกั๊กของศิลาอย่างตกใจ แพรวาก็อุทานขึ้นมาเสียงหลง พร้อมกับชี้ไปยังมือของทั้งคู่ที่ยังคงกุมกันอยู่
“อุ๊ย! มือ... พี่ศิลาจับมือกับยัยนักเขียนบทคนนี้อยู่เหรอคะ? นี่มันหมายความว่ายังไงกันคะเนี่ย?”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
แบบแปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 7
การประชันฝีปาก
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แบบแปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!