กลิ่นอายความชื้นของหยาดฝนที่กระหน่ำซัดลงมาเมื่อครู่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นกระดาษไขและหมึกพิมพ์แปลนอาคารบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ น้ำหยดติ๋ง ๆ ลงมาจากชายผ้าพันคอไหมพรมสีมอของพริมาที่เพิ่งวิ่งฝ่าสายฝนก้อนโตเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของสถาปนิกหนุ่มผู้เนรมิตทุกอย่างให้เป๊ะตามเรขาคณิต
"ถ้าสมองคุณมีรอยหยักเท่ากับความสามารถในการบริหารจัดการเวลา ชีวิตคุณคงไม่ต้องวิ่งตากฝนมาสภาพเหมือนลูกแมวตกน้ำแบบนี้หريكค่ะ, คุณนักเขียน"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยือกเย็นดังขึ้นจากมุมห้อง ศิลาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอทันที นิ้วเรียวยาวของเขายังคงจรดปลายปากกาหมึกซึมลงบนกระดาษร่างแบบแปลนโครงสร้างด้วยความนิ่งสนิท ราวกับว่าสายฝนด้านนอกและการปรากฏตัวของเธอมันเป็นเพียงส่วนเกินไร้สาระในตารางเวลาอันเคร่งครัดของเขา
พริมาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แสยะยิ้มมุมปากอย่างนึกหมั่นไส้ เธอสะบัดผมลอนยาวที่ชุ่มไปด้วยน้ำฝนจนหยดน้ำกระเซ็นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่ยี่ห-ราต่อวาจาเชือดเฉือนนั้น
"แหม ขอบพระคุณสำหรับความห่วงใยอันแสนอบอุ่นนะคะ คุณสถาปนิกผู้ประเสริฐ พอดีว่ารถติดจนฉันต้องสวมวิญญาณนักวิ่งมาราธอนฝ่าพายุมาตรวจต้นฉบับร่วมกับคุณนี่แหละค่ะ หรือว่าคุณกลัวว่าออฟฟิศสุดหรูของคุณจะเปื้อนหยดน้ำจากตัวฉันจนเสียฮวงจุ้ยกันแน่คะ?"
พริมาสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยยามที่เขาขยับมือ—ภาพนั้นมันชวนให้หัวใจคนมองกระตุกวูบอย่างน่าหงุดหงิด ทำไมผู้ชายปากร้ายคนนี้ถึงได้ดูมีเสน่ห์เหลือร้ายแม้ในยามที่กำลังพ่นคำพูดขวานผ่าซากใส่เธอกันนะ
ศิลาชะงักมือที่กำลังวาดเส้น เขาวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง 'กริ๊ก' ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอเต็มตา
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยร่องรอยของความไม่สบอารมณ์ เขากวาดสายตามองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าเปียกแนบลู่ไปกับสัดส่วนจนเห็นไหล่บางสั่นเทาเล็กน้อยจากความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เร่งความเย็นเสียจนจัดจ้าน
ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะ แต่แววตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—ร่องรอยของความกระวนกระวายใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเจ้าระเบียบ
"ไม่ได้กลัวฮวงจุ้ยพังหรอกครับ... เอ๊ย! ไม่ได้กลัวฮวงจุ้ยพังหรอกค่ะ" ศิลาเผลอหลุดปากแก้ไขสรรพนามและสำเนียงตัวเองอย่างรวดเร็วยามเมื่อเห็นสายตาจับผิดของหญิงสาว เขากระแอมเบา ๆ สองครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความเสียหน้า "แต่ฉันกลัวว่าถ้าคุณเป็นปอดบวมตายคาโซฟาห้องฉันขึ้นมา ต้นฉบับนิยายเล่มใหม่ที่จะต้องโปรโมตพร้อมโปรเจกต์ตึกนี้มันจะสะดุด และนั่นจะทำให้ตารางงานของฉันเสียหายไปด้วยต่างหาก"
"โอ้โห! เหตุผลช่างยิ่งใหญ่และเห็นแก่ตัวได้โล่จริง ๆ นะคะ" พริมาหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าฉับ ๆ เดินตรงไปยังโซฟาหนังสีดำตัวยาวที่ตั้งอยู่มุมห้อง เธอทิ้งตัวลงนั่งกอดอกทันทีเพื่อซ่อนอาการสั่นสะท้านจากความหนาวที่เริ่มกัดกินผิวเนื้อ "ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันหนังเหนียวพอ ไม่ตายง่าย ๆ แค่เปียกฝนแค่นี้หรอกค่ะ"
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นระหว่างคิ้วปรากฏชัด เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างเหลืออด ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินออกไปจากโต๊ะทำงานโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
พริมามองตามด้วยความสงสัย นึกว่าเขาคงจะทนความน่ารำคาญของเธอไม่ไหวจนต้องเดินหนีไปสงบสติอารมณ์ที่อื่น แต่เปล่าเลย... เขาเดินหายเข้าไปในห้องพักรับรองส่วนตัวด้านหลังโต๊ะทำงาน ก่อนจะกลับออกมาในเวลาไม่ถึงนาทีพร้อมกับบางสิ่งในมือ
ในมือของสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและเจ้าระเบียบ มีเสื้อกันหนาวผ้าแคชเมียร์เนื้อหนานุ่มสีเทาเข้มตัวใหญ่อยู่หนึ่งตัว
ศิลาเดินดุ่ม ๆ ตรงมาหยุดยืนตรงหน้าโซฟาที่เธอนั่งอยู่ สีหน้าของเขาบึ้งตึงราวกับว่ากำลังจำใจทำภารกิจกู้ระเบิดที่อันตรายที่สุดในชีวิต
"ใส่ซะ" เขายื่นเสื้อตัวนั้นออกไปข้างหน้า ห้วนสั้นและห้วนจัด
พริมาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองเสื้อกันหนาวสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อตรงใบหูอย่างน่าสงสัย เธอยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมรับมันมา
"อะไรคะ? ไหนว่ากลัวห้องเปื้อน กลัวงานเสียหาย ทำไมตอนนี้ถึงใจดีเอาเสื้อมาให้ฉันใส่ล่ะคะ หรือว่าคุณแอบพิศวาสฉันเข้าแล้ว?" เธอแกล้งหยอกเย้าด้วยน้ำเสียงกวนประสาท เพื่อปิดบังจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางจากเสื้อตัวนั้นลอยมาแตะจมูก
ศิลาขบกรามแน่นจนสันisกล้ามเนื้อขยับ เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความดุร้ายที่เคลือบไว้ด้วยความห่วงใยจนปิดไม่มิด
"อย่ามาหลงตัวเองให้มันมากนักเลยค่ะ, คุณพริมา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมฝีปากจนเธอรู้สึกได้ถึงไออุ่น "ฉันแค่วิจารณญาณแล้วว่า ถ้าปล่อยให้คุณนั่งสั่นเป็นลูกนกตกน้ำอยู่ตรงนี้ เสียงฟึดฟัดสั่งน้ำมูกของคุณมันจะมารบกวนสมาธิในการทำงานของฉัน... รับไปสะ หรือจะให้ฉันเป็นคนสวมให้?"
ประโยคสุดท้ายเขาไม่ได้พูดเปล่า มือหนาฉวยจังหวะที่เธอกำลังอ้าปากจะเถียง โยนเสื้อกันหนาวตัวนั้นคลุมทับลงบนศีรษะของเธออย่างแรงจนเส้นผมยุ่งเหยิงไปหมด
"นี่คุณ! อ๊ะ...!"
พริมาอุทานด้วยความตกใจ รีบดึงเสื้อออกจากหัวเพื่อจะต่อว่าเขาให้หนำใจ แต่ทว่า... เมื่อดึงเสื้อออกพ้นใบหน้า ใบหน้าของเธอก็แทบจะชนเข้ากับปลายจมูกโด่งเป็นสันของศิลาที่โน้มตัวเข้ามาใกล้จนเกินระยะปลอดภัยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ลมหายใจอุ่น ๆ ของสถาปนิกหนุ่มปะเดประดังเข้าที่พวงแก้มเนียนที่ยังคงมีความเย็นชื้นจากละอองฝน ดวงตาคมกريบที่มักจะมองคนอื่นด้วยความเย่อหยิ่ง ตอนนี้กลับฉายแววปรารถนาบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งเสียจนพริมาลืมคำพูดทั้งหมดที่จะเถียงออกไปสนิท
มือข้างหนึ่งของศิลาค้ำพนักโซฟาเอาไว้ กักร่างเธอไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนมืออีกข้าง... ปลายเรียวยาวของเขากำลังเอื้อมมาแตะเบา ๆ ที่เส้นผมเปียกชื้นของเธออย่างทะนุถนอมโดยสัญชาตญาณ โดยที่เจ้าตัวยังคงทำหน้าบึ้งตึง
"ปากเก่งนักนะ... หนาวก็บอกว่าหนาวสิคะ จะทนอวดเก่งไปถึงไหน" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังอยู่ข้างริมฝีปากของเธอ น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดุอย่างที่ปากว่า แต่มันกลับสั่นพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้สติของพริมาหลุดลอย
หัวใจของเธอเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนวิ่งฝ่าพายุฝนเสียอีก เธอกำชายเสื้อกันหนาวในมือแน่น เม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างทำอะไรไม่ถูก เคมีระหว่างความปากร้ายกับความดื้อรั้นหลอมรวมกันจนเกิดเป็นประกายไฟเงียบ ๆ ที่เผาผลาญความเยือกเย็นทิ้งไปจนหมดสิ้น
ในจังหวะที่เธอกำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อตอบโต้อะไรบางอย่างที่กวนประสาทกลับไป เพื่อทำลายบรรยากาศที่ชวนใจเต้นนี้...
ก๊อก ๆ ๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติด ๆ กันอย่างไม่มีมารยาท พร้อมกับบานประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเปิดออกผางโดยฝีมือของผู้มาใหม่ที่ไม่ได้รับเชิญ
"คุณศิลาคะ! แผนกโครงสร้างส่งแบบแก้ไขด่วนมา... อุ๊ย!"
เสียงแหลมสูงของ "มินตรา" เลขานุการสาวสวยประจำตัวศิลาหยุดชะงักกะทันหัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพเจ้านายหนุ่มสุดเนี๊ยบกำลังคร่อมร่างและกักตัวนักเขียนสาวชื่อดังไว้บนโซฟาอย่างแนบชิดในระยะประชิดตัว ชนิดที่เรียกว่าหากขยับอีกนิดริมฝีปากคงจะแตะกันอยู่รอมร่อ
ศิลาผละตัวออกจากพริมาอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟช็อต สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและหงุดหงิดสุดขีดในเสี้ยววินาที เขายืดตัวขึ้นยืนตรง จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยท่าทีเรียบเฉยกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน
พริมาหน้าร้อนผ่าว รีบเอาเสื้อกันหนาวขึ้นคลุมไหล่ซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่แอบกระตุกขึ้นอย่างนึกสนุกกับสถานการณ์หน้าแตกของพ่อสถาปนิกปากแข็ง
ดวงตาคมกริบของศิลาหันกลับมามองพริมาแวบหนึ่งด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ ก่อนที่เขาจะหันไปตวัดสายตาดุใส่เลขานุการสาวที่ยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าประตูด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาโดยไม่เคาะขออนุญาตก่อน... มินตรา?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทหน้าเตรียมรับมือกับสงครามประสาทที่แซ่บยิ่งกว่าเดิมได้เลยค่ะ! - เหมยฮวาแรกแย้ม
แบบแปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก•ตอนที่ 4
ปากจัดแต่ทำไมต้องดูแล?
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แบบแปลนรักฉบับร้ายใต้เงาคุณสถาปนิก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!