“บทสุดท้ายของสมุดเล่มนี้... ต้องจบลงด้วยความตายของเจ้าเท่านั้นนะ... รินรดา”
ประโยคอาฆาตมาดร้ายที่ยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพนั้น ไม่ได้มาจากริมฝีปากของชายใด แต่มันเป็นเพียงตัวอักษรสีชาดที่ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษเก่าน้ำตาลเข้ม รินรดากำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ กลิ่นอายของความตายที่จางหายไปจากห้องหนังสือบัดนี้กลับมาตลบอบอวลอีกครั้ง ราวกับว่าอากาศรอบตัวเธอกำลังหนาแน่นขึ้นด้วยหยาดหยดแห่งความอาฆาตแค้น
หญิงสาววางสมุดลงบนโต๊ะไม้สักตัวเก่าอย่างไม่มั่นใจนัก ความเงียบงันภายในเรือนไทยโบราณแห่งนี้ช่างน่าหวาดหวั่น เธอหันไปมองบานกระจกเงาโบราณกรอบทองเหลืองลวดลายกนกที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง กระจกบานนี้เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่ทิ้งไว้ในเรือนพักของธามัน และมันมักจะทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่เสมอ
รินรดาเดินเข้าไปใกล้ แสงเทียนที่สั่นไหวทำให้เงาของเธอในกระจกดูเลือนรางและบิดเบี้ยว เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ แต่ทว่า... เมื่อดวงตาคู่นั้นประสานกับภาพสะท้อนในกระจก ความเย็นเยียบก็แล่นปราดไปทั่วสันหลัง
นั่นไม่ใช่ตัวเธอ
ใบหน้าในกระจกยังคงเป็นรินรดา ทว่าดวงตากลับหม่นแสงลงราวกับคนตาย สวมใส่ชุดสไบสีนวลที่เธอไม่เคยมีครอบครอง ยิ่งไปกว่านั้น มือของเงาในกระจกไม่ได้ประสานกันที่หน้าท้องอย่างที่เธอทำ แต่มันกำลังหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มลงในหมึกสีดำข้น แล้วเริ่มเขียนอักษรลงบนอากาศอย่างเชื่องช้า
“เจ้าเป็นใคร...” รินรดาพึมพำ เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน
เงาในกระจกยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความสมเพชและหยามหยัน มันขยับปากพูดโดยไม่มีเสียงออกมา แต่รินรดากลับได้ยินคำนั้นดังก้องอยู่ในหัวใจ *‘เจ้าหลงลืมไปแล้วหรือ... ว่าผู้ที่ถูกจารึกชื่อไว้ในกาลเวลา มิอาจมีชีวิตอยู่ได้จนถึงรุ่งสาง’*
ฉับพลันนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง รินรดาสะดุ้งสุดตัวหันขวับไปมอง พร้อมกับที่เงาในกระจกกลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ธามันก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาว
“รินรดา คุณเป็นอะไรไป หน้าซีดราวกับเห็นผี” ธามันเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขามีความห่วงใยแทรกอยู่ แต่มันก็เย็นชาพอที่จะทำให้รินรดารู้สึกถึงระยะห่าง
“ธามัน... ฉัน... ฉันเห็น...” เธอลังเลที่จะพูด ความรู้สึกหวาดระแวงเริ่มครอบงำจิตใจ เธอจะบอกเขาได้อย่างไรว่าเธอกำลังจะถูกเขียนให้ตายในสมุดเล่มนั้น และกระจกบานนี้ก็กำลังสะท้อนอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่เธอไม่เคยรู้จัก “ฉันแค่เพลียค่ะ อาจจะเพราะพักผ่อนน้อยเกินไป”
ธามันเดินเข้ามาใกล้ เขาถือวิสาสะคว้าข้อมือของเธอไว้ สัมผัสที่เย็นเยียบจากปลายนิ้วของเขาส่งผ่านถึงผิวเนื้อ เธอเห็นความสงสัยในแววตาของเขา ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาจนแทบชิด “คุณหลวงพิพัฒน์เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เขาไม่ได้ต้องการแค่สมุด แต่เขากำลังรอเวลาให้ตัวเอกของเรื่องนี้อ่อนแอลง เพื่อที่จะกลืนกินความทรงจำทั้งหมดไป”
“ถ้าฉันเป็นแค่ตัวละครในสมุดเล่มนั้นจริงๆ ล่ะคะธามัน?” รินรดาถามด้วยเสียงแผ่วเบา สบตากับเขาอย่างค้นหาคำตอบ “ถ้าความตายของฉันคือจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้... คุณจะทำอย่างไร?”
ธามันนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขากระชับมือที่จับข้อมือเธอไว้แน่นขึ้น สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความอบอุ่นเป็นความหนักแน่นที่น่าเกรงขาม “ผมจะไม่ยอมให้หมึกหยดสุดท้ายเปื้อนชื่อของคุณ รินรดา ต่อให้ต้องฉีกกระดาษทั้งเล่มทิ้ง ผมก็ไม่มีวันยอมให้คุณจบลงแบบนั้น”
คำสัญญาของเขาไม่ได้ทำให้รินรดาอุ่นใจขึ้นเลย กลับกัน มันยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเธอก่อตัวเป็นพายุโหมกระหน่ำ เพราะขณะที่เขากำลังยืนยันจะปกป้องเธอ หางตาของรินรดาก็เหลือบไปเห็นเงาในกระจกอีกครั้ง
ครั้งนี้ เงาของธามันในกระจกไม่ได้ยืนอยู่ข้างๆ เธอ แต่มันกำลังยืนอยู่เบื้องหลังเธอ พร้อมกับถือมีดสั้นเล่มหนึ่งจ่อที่ลำคอของรินรดาในกระจก ทว่าในความจริง ธามันกำลังกุมมือเธอไว้อย่างแผ่วเบา
หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองศึก ความจริงตรงหน้ากับภาพสะท้อนในกระจก สิ่งไหนคือความจริง? หรือทั้งสองอย่างคือภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เธอสับสนจนเสียสติไปเอง
“ธามัน... ถอยออกไปก่อนค่ะ” รินรดาพยายามดึงมือออก
“ทำไม? คุณกำลังกลัวอะไร?” เขาถาม เสียงนั้นดูแปลกไป ราวกับไม่ใช่เสียงของคนเดิมที่เธอรู้จัก
รินรดาตัดสินใจหันกลับไปเผชิญหน้ากับกระจกอีกครั้ง เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วใช้มือทุบลงบนพื้นผิวเย็นเฉียบของกระจกอย่างแรง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงแตกของแก้ว มันกลับกลายเป็นเสียงเหมือนคนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด กระจกไม่ได้แตก แต่ภาพในนั้นเริ่มไหลทะลักออกมาเหมือนหยดหมึกสีดำ
หมึกสีดำเหล่านั้นไม่ได้หยดลงพื้น แต่พุ่งเข้าหาแขนของธามันจนเขาร้องออกมาด้วยความตกใจ ร่างของชายหนุ่มเริ่มบิดเบี้ยวและเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะที่เย็นเยียบและน่าขนลุก
ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินห้องหนังสือ รินรดาพบว่าตนเองถูกขังอยู่ในห้องที่ไร้ประตูและหน้าต่าง บนโต๊ะกลางห้องมีเพียงสมุดบันทึกเล่มเดิมวางอยู่ พร้อมกับปากกาพู่กันที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ
หน้ากระดาษค่อยๆ พลิกเปิดออกด้วยแรงลมที่มองไม่เห็น มันเผยให้เห็นข้อความใหม่ที่กำลังถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือของเธอเอง... ลายมือที่เธอไม่เคยเขียน
*‘ในนาทีที่ข้าตระหนักได้ว่าคนรักคือฆาตกร... นั่นคือวินาทีที่บันทึกเล่มนี้จะเปิดเผยร่างจริงของข้าให้โลกรู้’*
เงาของใครบางคนก้าวออกมาจากมุมมืด... ร่างนั้นสวมชุดโบราณเหมือนเงาในกระจกไม่มีผิดเพี้ยน และเมื่อใบหน้านั้นหันมามองรินรดา เธอก็แทบหยุดหายใจ เพราะนั่นไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน... แต่เป็นใบหน้าของแม่ของเธอที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทที่เข้มข้นนี้นะคะ
รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 21
เงาในกระจก
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!