รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 47

สัญชาตญาณเอาตัวรอด

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
ปลายมีดสเตนเลสคมกริบสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากตรอกซอยแคบๆ ด้านหลังห้องสมุดเก่า แรงกดที่ทาบลงบนต้นคอของรินรดานั้นหนักหน่วงพอจะทำให้ผิวเนื้อระคายเคืองจนแสบร้อน กลิ่นอับชื้นของฝนที่เพิ่งซาลงผสมปนเปกับกลิ่นสาบสุนัขจรจัดและกลิ่นเหงื่อกาฬของชายฉกรรจ์ร่างหนาที่ตรึงเธอไว้กับผนังอิฐมอญเปลือย "ส่งสมุดเล่มนั้นมาเสีย... แล้วฉันจะปล่อยให้เธอเดินออกไปจากที่นี่ทั้งที่ยังมีลมหายใจ" น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจเหม็นกลิ่นบุหรี่จัดพ่นรดต้นคอจนหญิงสาวสะท้านเยือกด้วยความขยะแขยง รินรดาไม่ได้กรีดร้อง ความหวาดกลัวไม่ได้ทำให้สติของเธอหลุดลอย ตรงกันข้าม หัวใจที่เต้นรัวระรัวกลับบีบตัวจนเลือดสูบฉีดไปทั่วร่าง ช1ายคนนี้ไม่ใช่โจรชิงทรัพย์ทั่วไป รอยสักรูปงูเขียวหางไหม้ที่โผล่พ้นปลายแขนเสื้อรุ่ยๆ นั่นคือสัญลักษณ์เดียวกับกลุ่มคนที่ตามล่าเธอมาตลอดสามเดือนเต็ม—สมุนมือเท้าของพวกคุณหลวงพิพัฒน์ ดวงตากลมโตเหลือบมองเงาสะท้อนในกระจกหน้ารถกระบี่เก่าที่จอดทิ้งไว้ใกล้ๆ มือข้างหนึ่งของเธอที่ไขว้ไว้ด้านหลังกำสมุดบันทึกปกหนังสีเลือดหมูเล่มเก่าไว้แน่น นิ้วเรียวสัมผัสสันปกนูนต่ำที่ทำจากกระดาษสาโบราณ ความอุ่นวาบประหลาดแผ่ซ่านจากสมุดเข้าสู่ฝ่ามือราวกับมันกำลังมีชีวิตและกระซิบเตือนบางสิ่ง *“ทิศบูรพา... ใต้เงาต้นไทรย้อย น้ำค้างแข็งแห่งเหมันต์ย่อมสลายด้วยอัคคีพิโรธ”* ถ้อยคำปริศนาจากบันทึกหน้าแปดสิบห้าที่เธอเพิ่งอ่านผ่านตาไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนผุดขึ้นมาในหัว สมุดเล่มนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่มันคือตำรากลยุทธ์การเอาตัวรอดที่ซ่อนรหัสลับของบรรพบุรุษเอาไว้ทุกฝีก้าว "แกคิดว่าฉันจะโง่ขนาดนั้นเหรอ?" รินรดาเค้นเสียงตอบ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยเพื่อตบตา แต่อุปกรณ์ในสมองกลับคำนวณอย่างรวดเร็ว "ถ้าฉันส่งมันให้แกตอนนี้ แกก็ฆ่าฉันอยู่ดี... สัจจะไม่มีในหมู่โจรไม่ใช่หรือคะ" "ปากดีนักนะอีตัวดี!" มือหนากดปลายมีดให้แนบแน่นขึ้นจนรินรดาได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ความเจ็บแปล๊บแล่นพล่าน แต่เธอกลับใช้ความเจ็บนั้นเป็นเชื้อเพลิงในการดึงสติ จังหวะนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นถังโลหะบรรจุน้ำมันเครื่องเก่าที่วางอยู่ข้างกองขยะ มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มเยือกเย็น สัญชาตญาณและการวิเคราะห์จากบันทึกหน้าสามสิบสี่เรื่อง *‘การใช้สิ่งรอบตัวเป็นเกราะกำบังและอาวุธ’* ทำงานฉับพลัน "ถอดใจเสียเถอะ... ข้างหลังแกน่ะ มีคนกำลังมา" รินรดาแกล้งทำเป็นมองข้ามไหล่ของคนร้ายไป ใบหน้าฉายแววหวาดผวาแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจลวงตา ไอ้โจรชะงัก ชะوากสัญชาตญาณดิบทำให้มันหันขวับไปมองด้านหลังเพียงเสี้ยววินาที นั่นคือเสี้ยววินาทีที่รินรดารอคอย! หญิงสาวไม่รอช้า เธอทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไปที่ข้อศอก กระแทกกระทั้นเข้าที่สีข้างของชายร่างหนาเต็มแรง พร้อมๆ กับที่มืออีกข้างสาดน้ำมันเครื่องก้นถังเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างแม่นยำ "อ๊าก! แสบตาโว้ย!" คนร้ายร้องลั่นด้วยความแสบร้อน ปล่อยมือจากการจับกุมเพื่อยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเอง พลอยทำให้มีดสเตนเลสหลุดร่วงตกลงพื้นซีเมนต์เสียงดังเคร้ง รินรดาไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เธอเงื้อเท้าสวมรองเท้าผ้าใบส้นหนา ถีบเข้าที่ยอดอกของชายฉกรรจ์จนมันหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับกองขยะส่งเสียงโครมคราม ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก แต่ฝเท้ายกลับวิ่งหนีสุดชีวิตเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่ที่มีแสงไฟและผู้คนพลุกพล่านทันทีโดยไม่หันกลับไปมอง หัวใจเต้นโครมครามดั่งกลองศึก ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมไหว รินรดายืนพิงเสาไฟฟ้าหน้าตึกแถวเก่าแห่งหนึ่ง มือเรียวยังคงกอดสมุดบันทึกแนบอกแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม เธอดึงฮู้ดเสื้อกันหนาวขึ้นคลุมศีรษะเพื่ออำพรางตัว สายตากวาดมองรอบกายอย่างระแวดระวัง ความเงียบสงบยามวิกาลรอบตัวช่างน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือความจริงที่ว่า... พวกมันรู้พิกัดที่เธอซ่อนตัวแล้ว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งเข้ามาใกล้จากมุมตึก รินรดากลั้นหายใจ เตรียมตัวจะวิ่งหนีต่อ หากแต่เงาร่างสูงโปร่งที่ก้าวออกมาจากความมืดพร้อมกับร่มคันใหญ่กลับทำให้เธอชะงัก "คุณริน..." น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา ธามันก้าวออกมาจากเงาไม้ใหญ่ ดวงตาคมกราบมองสำรวจสภาพเนื้อตัวที่มอมแมมและร่องรอยบาดแผลที่ลำคอของหญิงสาวด้วยแววตาที่ไหววูบ ความเยือกเย็นที่เคยมีมลายหายสิ้น เหลือเพียงประกายความโกรธเกรี้ยวระคนห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ "คุณธามัน..." รินรดาคอแห้งผาก เกือบจะทรุดตัวลงหากอีกฝ่ายไม่พุ่งเข้ามาประคองร่างเธอไว้ในอ้อมแขน ไออุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านเข้ามาบรรเทาความหนาวยะเยือกในอก "ผมบอกแล้วว่าอย่ามาคนเดียว..." ธามันกระซิบชิดขมับเธอ น้ำเสียงเจือความตัดพ้อแต่เต็มไปด้วยความห่วงใยล้ำลึก นิ้วเรียวยาวเอื้อมขึ้นแตะรอยแผลที่ลำคอเธออย่างทะนุถนอม "เจ็บมากไหมครับ... เอ่อ, เจ็บมากไหมคะ" (เขาเผลอแก้คำพูดตามความเคยชินเมื่อเห็นเธอขมวดคิ้วแซวแม้ในยามวิกาล) รินรดาส่ายหน้า ชูสมุดบันทึกในมือขึ้นให้เขาเห็น "ฉันรอดมาได้... เพราะบันทึกเล่มนี้ค่ะ พวกมันต้องการมันมาก และฉันคิดว่า... เรากำลังเข้าใกล้ความลับที่พวกมันซ่อนไว้ทุกทีแล้ว" ธามันรับสมุดเล่มนั้นมาพลิกดูคร่าวๆ ก่อนจะชะงักกึก สายตาคมกริบกวาดมองไปที่หน้ากระดาษแผ่นสุดท้ายที่ถูกเปิดค้างไว้ รอยหมึกสีดำที่เขียนด้วยลายมือโบราณเพิ่งปรากฏขึ้นมาใหม่ราวกับมีชีวิต ทั้งที่เมื่อครู่มันยังเป็นหน้ากระดาษเปล่า *“ระวังคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด... เพราะกุญแจดอกสุดท้าย อยู่ในมือของมิตร ไม่ใช่ศัตรู”* ธามันชะงักมือที่ถือสมุด ร่างสูงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่ค่อยๆ หรี่แคบลง ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง ท่ามกลางเสียงรถราที่วิ่งผ่านไปมาบนถนนใหญ่ รินรดาเงยหน้าขึ้นมองคู่คิดหนุ่ม แววตาของเธอสั่นระริกเมื่อสังเกตเห็นประกายบางอย่างในดวงตาของธามันที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน... ความลับที่ถูกเก็บงำ และระยะห่างที่เพิ่มขึ้นทีละนิดในอ้อมแขนของเขา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ เหมยฮวาแรกแย้ม
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%