รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 32

คำสาปแห่งตระกูล

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
กลิ่นเหม็นไหม้ของคานไม้โบราณที่ถูกไฟคุกคามยังไม่ฉุนบาดจมูกเท่ากับกลิ่นอายความตายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหญิงชราเบื้องหน้า รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำรัวรากับกลองศึกยามวิกาล ขณะที่ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดผวา ใบหน้านั้น... ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาแต่ยังมีโครงร่างความงามอันเย่อหยิ่งทระนง ช่างถอดแบบมาจากภาพวาดในสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายที่ถูกเพลิงริษยาเผาไหม้ไปเมื่อห้าสิบปีก่อนราวกับคนคนเดียวกัน "เป็นไปไม่ได้..." เสียงของรินรดาขาดห้วง หลุดลอดริมฝีปากที่สั่นระริกราวกับคนไข้ไข้ขึ้นสูง ธามันก้าวเข้ามาขวางหน้าหญิงสาวไว้โดยสัญชาตญาณ แว่นกรอบทองภายใต้แสงเพลิงสะท้อนประกายความเยือกเย็นที่ซ่อนความหวั่นไหวระลอกใหญ่ไว้เบื้องลึก สันจมูกโด่งคมสันขึ้นรอยย่นเล็กน้อยยามที่เขาเพ่งพินิจร่างของหญิงชราที่ก้าวข้ามผ่านซากกองเพลิงเข้ามาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เปลวไฟสีส้มแดงที่กำลังลุกโชนราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง กลับดูราวกับยอมสยบให้แก่ก้าวเดินอันเชื่องช้าทว่ามั่นคงของนาง "คุณยาย..." ธามันเปล่งเสียงเรียกออกไป น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำและเจือความระแวดระวังอย่างถึงที่สุด "ท่านควรจะ... เสียชีวิตไปตั้งแต่เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อห้าสิบปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือครับ... เอ่อ... หรือว่า..." เขาชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้นเมื่อนึกถึงกฎเกณฑ์บางอย่างของตระกูล หญิงชราหยุดยืนห่างจากพวกเขาสองก้าว ดวงตาฝ้าฟางแต่ทว่าทอประกายคมกริบราวนกอินทรีมองกราดผ่านร่างของธามันไปหยุดอยู่ที่รินรดา รอยยิ้มเหยียดยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่คุณหลวงพิพัฒน์เคยใช้ในยามที่ต้องการควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือ "เจ้าคิดว่าความตายเป็นจุดสิ้นสุดของคำสาปรึ ธามัน... หลานรัก" เสียงแหบแห้งรากับกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท "ตระกูลของเราถูกจองจำด้วยเลือดและน้ำตา ตั้งแต่วันที่บรรพบุรุษของเจ้าเลือกจะกักขังวิญญาณนางร้ายผู้นั้นไว้ใต้เรือนหลังนี้ และเจ้า..." ปลายนิ้วเหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้งชี้ตรงมายังรินรดา "คือผู้ที่เดินเข้ามาสู่กับดักด้วยความสมัครใจเอง" รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความโกรธและความสงสัยที่คั่งค้างมานาน "คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่! คำสาปอะไร? และทำไมหน้าตาของคุณถึง..." "ทำไมข้าถึงยังไม่ตายรึ?" หญิงชราหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและชวนขนหัวลุก "เพราะวิญญาณที่ถูกสาปไม่เคยหลุดพ้นอย่างไรเล่า! ทุกๆ ห้าสิบปี เลือดเนื้อเชื้อไขสายตรงจะต้องสังเวยให้แก่เพลิงกาฬ เพื่อแลกกับการต่ออายุขัยของคนในตระกูล... และในคืนนี้ ถึงคิวของเจ้าแล้ว ธามัน!" สิ้นคำพูดนั้น เปลวเพลิงรอบด้านก็โหมกระพือขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับมีชีวิต ควันสีดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานเรือนไทยโบราณ ปิดกั้นทางออกทุกทางจนเหลือเพียงเส้นทางเดียวที่หญิงชรายืนขวางอยู่ ธามันเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเรียวของรินรดาไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านความอบอุ่นมาให้ช่วยดึงสติหญิงสาวให้กลับคืนมา "อย่าไปฟังนาง ริน" ธามันกระซิบเสียงลอดไรฟัน สายตาคมกริบกวาดมองหาช่องทางหนีทีไล่ "นี่เป็นแค่ภาพลวงตา... หรือไม่ก็จิตวิทยาขั้นสูงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออำพรางความจริงบางอย่าง" "ภาพลวงตางั้นรึ?" หญิงชราแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ถ้าเช่นนั้นรอยแผลเป็นที่หัวไหล่ขวาของเจ้าล่ะ ธามัน... มันเกิดจากรอยไหม้เมื่อครั้งที่เจ้าแอบเข้ามาในห้องใต้ดินตอนอายุแปดขวบใช่หรือไม่?" ธามันชะงักกึก ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อไปชั่วขณะ ความลับที่เขาไม่เคยบอกใคร แม้กระทั่งคนสนิทที่สุด กลับถูกเอ่ยออกมาจากปากของหญิงชราผู้ตายไปแล้วอย่างแม่นยำ ดวงตาของชายหนุ่มฉายแววตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก รินรดาหันขวับไปมองคู่คิดหนุ่ม "คุณธามัน... นี่มันเรื่องอะไรกันคะ?" "ฉัน... ฉันอธิบายตอนนี้ไม่ได้" ธามันกัดกรามแน่น เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม "แต่ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องคำสาปบ้าๆ นี่!" "เจ้าเกี่ยวเต็มประตู ธามัน!" เสียงของหญิงชราตวาดยลั่น ก้องกังวานแข่งกับเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะจากการถูกไฟไหม้ "เพราะเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเจ้า คือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะปลดปล่อย หรือกักขังดวงวิญญาณของตระกูลเราไปชั่วกาลนาน! และแม่หญิงผู้นี้..." นางปรายตามองรินรดาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ "คือสายเลือดของ 'มัน' คนที่ทำให้ตระกูลเราต้องพินาศเมื่ออดีตกาล!" คำว่า 'มัน' กระแทกใจรินรดาอย่างจัง ภาพความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับมารดาที่จากไปพร้อมปริศนาผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ หญิงสาวสะบัดมือออกจากพันธนาการของธามันอย่างแรง ก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงชราทีละก้าว แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทาแต่แววตากลับแน่วแน่ "ถ้าฉันเป็นสายเลือดของคนที่คุณเกลียดนักหนา ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนกำลังเดินกลับบ้าน... ในสถานที่อัปมงคลแห่งนี้?" รินรดาถามเสียงสั่นเครือแต่ท้าทาย หญิงชรายิ้มเยาะ แววตาคู่ฝ้าฟางพDราวระยับด้วยความสะใจ "อยากรู้ความจริงนักใช่ไหม... งั้นก็จงก้มลงมองที่พื้นใต้ฝ่าเท้าของเจ้าสิ รินรดา" รินรดาก้มลงมองตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น พื้นกระดานไม้สักทองที่ถูกไฟเลียจนดำเกรียมก็เกิดรอยปริแยกออกจากกัน เสียงไม้ลั่นดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับกลุ่มควันสีขาวโพลนพวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง รินรดาก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ แต่ทว่า... แผ่นไม้ใต้ฝ่าเท้ากลับทรุดฮวบลงอย่างไร้การรองรับ! "ริน!" เสียงตะโกนของธามันดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่พุ่งเข้ามาคว้าตัวหญิงสาวไว้สุดแขน แต่ทว่าแรงดึงดูดจากเบื้องล่างกลับมหาศาลเกินกว่าจะต้านทาน ร่างของทั้งสองร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันของหญิงชศราที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในกองเพลิงที่โหมกระหน่ำ และก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลงในความมืด รินรดาก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู... เสียงที่คุ้นเคยราวกับเสียงของตัวเธอเองในชาติภพอื่น *“ในที่สุด... เธอก็กลับมา... เจ้าของสมุดบันทึกตัวจริง...”* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาแห่งกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ *เหมยฮวาแรกแย้ม*
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%