“ถ้าคุณคิดจะเปิดมันตอนนี้ เราไม่มีทางถอยหลังกลับได้อีกแล้วนะริน”
น้ำเสียงของธามันเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่สั่นคลอนหัวใจของรินรดา มือที่กำลังสั่นเทาของหญิงสาวหยุดชะงักลงเหนือสันปกสมุดบันทึกหนังเก่าคร่ำคร่าสีเข้มราวกับเลือดนก มันถูกซ่อนอยู่หลังผนังลับในห้องหนังสือประจำตระกูลที่รื้อค้นมานานหลายชั่วโมง บรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บราวกับมีไอความตายพัดผ่านรอยแยกของกาลเวลา
รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่ช้อนสายตาขึ้นมองชายหนุ่มผู้เป็นคู่คิด แววตาของเธอวูบไหวแต่แน่วแน่ “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกฝังไว้ใต้เงาพู่กันมาตลอดชั่วอายุคนนะคะธามัน ครอบครัวของริน… ชีวิตที่หายไปของใครหลายคน มันมีค่ามากกว่าความปลอดภัยจอมปลอมที่พวกเขาสร้างขึ้น”
นิ้วเรียวของเธอสัมผัสลงบนรอยจารึกที่หน้าปก—อักขระโบราณที่ดูคล้ายกับชื่อของเธอ ทันทีที่ปลายนิ้วแตะต้อง พลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัสพิเศษของหญิงสาว กลิ่นกำยานจางๆ กลิ่นกระดาษเก่า และกลิ่นเลือดที่จางหายไปนานหลายทศวรรษจู่โจมความรู้สึกจนเธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก
“มันร้อน…” เธอพึมพำ
ธามันขยับเข้าใกล้ กลิ่นกายสะอาดสะอ้านของเขาช่วยประคองสติของเธอไว้ได้เพียงชั่วครู่ เขาไม่ได้ห้าม แต่มือใหญ่กลับเอื้อมมาวางทาบเหนือมือของเธอเป็นการส่งผ่านความอบอุ่นและความมั่นคง “ถ้าบันทึกเล่มแรกคือรอยร้าว บันทึกเล่มนี้ก็คือคำสารภาพ… เตรียมใจให้พร้อมนะคะ เพราะสิ่งที่อยู่ในนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่คนตระกูลคุณอยากให้โลกรู้”
สมุดบันทึกถูกเปิดออกช้าๆ เสียงกระดาษกรอบแกรบดังก้องในความเงียบสงัด หน้าแรกของมันไม่ได้เต็มไปด้วยอักษร แต่เป็นแผนผังการเงินและรายชื่อบุคคลที่รินรดาคุ้นตาดี หนึ่งในนั้นคือชื่อของคุณหลวงพิพัฒน์ที่เขียนด้วยหมึกสีแดงฉาน ดูเหมือนรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจาง
*‘วันที่ 14 พฤศจิกายน... ข้าพเจ้ามิอาจทนเห็นความฉ้อฉลนี้ได้อีกต่อไป สิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่ามรดก ความจริงแล้วคือหยาดเลือดของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฝังไว้ใต้รากฐานเรือนไทยหลังนี้’*
รินรดากวาดสายตาอ่าน ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัดเมื่อพบว่าลายมือในหน้ากระดาษเปลี่ยนไปในตอนท้าย มันไม่ใช่ลายมือที่เขียนด้วยความตั้งใจ แต่เป็นลายมือที่ตวัดเขียนด้วยความรีบร้อนและหวาดกลัว ข้อมูลที่ปรากฏในหน้านี้ชี้เป้าไปที่จุดกำเนิดของอำนาจมืดของคุณหลวงพิพัฒน์ ไม่ใช่แค่เพียงการโกงกิน แต่เป็นการครอบครองบางอย่างที่เหนือธรรมชาติ—สิ่งของที่ถูกจารึกไว้ในฐานะ 'กุญแจแห่งพันธะ'
“ธามัน... นี่มันหมายความว่าอย่างไรคะ? คุณหลวงไม่ได้แค่ต้องการที่ดิน หรืออิทธิพลในอดีต แต่เขากำลังตามหาสิ่งที่บันทึกเล่มนี้บอกว่าเป็น ‘ของตกทอดที่ต้องสาป’”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น เขาดึงสมุดมาพินิจใกล้ๆ ก่อนจะนิ่วหน้า “ของตกทอด? หรือว่าจะเป็นเหตุผลที่เขาเพียรพยายามจะซื้อที่ดินแปลงนี้มาตลอดหลายปี... ริน ดูนี่สิ”
เขานิ้วชี้ไปยังรอยจางๆ ที่ด้านล่างของหน้ากระดาษ มันไม่ใช่ตัวอักษร แต่เป็นภาพสเก็ตช์ของลวดลายแกะสลักบนกล่องไม้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งรินรดารู้ดีว่าเธอเพิ่งเห็นมันผ่านตาในความฝันเมื่อคืนนี้เอง ความเชื่อมโยงที่ไม่ควรมีอยู่จริงกำลังร้อยเรียงกันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงสัมผัสถึงความเจ็บปวดจากประวัติศาสตร์ตระกูลได้ชัดเจนขนาดนี้
ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะได้สืบค้นต่อไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังสะท้อนมาจากโถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อขออนุญาต แต่เป็นเสียงข่มขู่ที่เปี่ยมด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
“ฉันรู้ว่าพวกเจ้าอยู่ในนั้น” เสียงแหบพร่าทว่าทรงพลังของคุณหลวงพิพัฒน์ดังผ่านบานประตูเข้ามา “ส่งสมุดเล่มนั้นออกมา แล้วข้าจะยอมให้พวกเจ้ามีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่… รินรดา พ่อรู้ว่าเจ้าฉลาดพอที่จะไม่เลือกทางที่นำไปสู่จุดจบเดียวกับคนรุ่นก่อน”
รินรดาหน้าซีดเผือด เธอหันไปมองธามันที่ตอนนี้ขยับตัวไปหยิบอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมาเตรียมพร้อม แววตาของเขาเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความดุดันที่ยากจะคาดเดา
“ริน ฟังนะ” ธามันกระซิบเสียงต่ำ “หน้าสุดท้าย... เปิดหน้าสุดท้ายดูเดี๋ยวนี้”
หญิงสาวรีบพลิกกระดาษไปยังหน้าสุดท้ายตามคำสั่ง แต่สิ่งที่ปรากฏกลับไม่ใช่ข้อมูลของศัตรู หากแต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่เสียบไว้ ซึ่งทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
ในรูปถ่ายนั้นคือภาพของ ‘พ่อ’ ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเด็กทารกคนหนึ่งในอ้อมแขน—ทารกที่มีปานรูปกลีบดอกไม้ที่หัวไหล่เหมือนกับรอยตำหนิบนตัวของเธอไม่มีผิดเพี้ยน และที่สำคัญไปกว่านั้น ชายที่ยืนอยู่ข้างพ่อของเธอในรูปนั้น คือตัวของคุณหลวงพิพัฒน์เองในวัยหนุ่ม—ผู้ที่มีรอยยิ้มอย่างคนชนะเลิศ และมืออีกข้างที่โอบไหล่พ่อของเธอไว้อย่างแน่นหนา
รินรดาช็อกจนตัวแข็งทื่อ คำพูดของคุณหลวงที่ว่า ‘พ่อรู้ว่าเจ้าฉลาดพอ’ ไม่ได้หมายถึงความฉลาดในการไขปริศนา แต่หมายถึงสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเธอต่างหาก
ประตูห้องหนังสือถูกพังเข้ามาด้วยแรงมหาศาล ร่างเงาของคุณหลวงพิพัฒน์ก้าวข้ามผ่านกรอบประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกจนถึงขีดสุด เขาไม่ได้เดินเข้ามาคนเดียว แต่มีชายชุดดำอีกสี่คนเดินตามหลังมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับหุ่นเชิด
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกสาว” คุณหลวงเอ่ยพร้อมกับก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ ขณะที่รินรดาทำได้เพียงกอดสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้แน่นด้วยมือที่ไร้เรี่ยวแรง
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับเหมยฮวาแรกแย้มนะคะ
รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 33
หลักฐานชิ้นใหม่
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!