รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 34

กลิ่นอายความตาย

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
“ปล่อยมือจากสมุดเล่มนั้นเสียเถิดรินรดา... ของสิ่งนั้นมันไม่ใช่สมบัติของเจ้าคนเดียว แต่มันคือพันธสัญญาที่เจ้าไม่อาจปฏิเสธได้” เสียงแหบพร่าของคุณหลวงพิพัฒน์ไม่ได้ก้องกังวาน แต่มันกลับแทรกซึมผ่านอากาศราวกับไอเย็นที่กัดกินกระดูก รินรดารู้สึกถึงความสั่นเทาที่แล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นสู่หัวใจ สมุดบันทึกหนังเก่าแก่ในอ้อมกอดของเธอกำลังส่งเสียงครางเบาๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหวาดกลัว กลิ่นอายของดอกกรรณิการ์ที่เหี่ยวเฉาอบอวลขึ้นมาในห้องทำงานมืดสลัว ทั้งที่ภายนอกเป็นเวลาบ่ายแก่ที่แสงแดดควรจะแผดเผาทุกอย่าง รินรดาถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังปะทะกับตู้หนังสือโบราณ “ท่านเรียกฉันว่าลูกสาว... แต่แววตาของท่านกลับเหมือนมองนักโทษประหารที่กำลังรอเวลาถูกบั่นคอ” คุณหลวงพิพัฒน์ไม่ได้โกรธเคือง ชายชราในชุดเสื้อราชปะแตนสีเข้มหัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเท้าที่ไร้เสียงเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “ความรักของผู้ใหญ่บางครั้งก็มาในรูปแบบของการกักขัง หากเจ้ายังไม่พร้อมจะเรียนรู้ ก็จงเป็นเพียง ‘ภาชนะ’ ที่รอการเติมเต็มด้วยอดีตที่เจ้าตามหาเถอะ” ฉับพลันนั้น! เงาดำมืดที่มุมห้องเริ่มยืดขยายผิดรูป มันพุ่งวูบผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเข้ามาเหมือนกลุ่มควันสีเข้มที่หนาทึบ รินรดาหลับตาปี๋ ร่างกายสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แตะลงบนผิวแก้ม ไม่ใช่สัมผัสของคน แต่มันคือกลิ่นอายของ ‘ความตาย’ ที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน ราวกับว่าห้องทั้งห้องกำลังเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสุสานที่ฝังกลบความลับนับร้อยปี “ธามัน... ธามันอยู่ไหน!” เธอตะโกนก้องในใจ แต่อากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งจนเสียงของเธอเลือนหายไปในมวลความมืด ในวินาทีที่เงาดำกำลังจะโอบรัดร่างของเธอ ประตูห้องทำงานถูกกระแทกจนเปิดผาง ธามันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง หากแต่แววตานั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เขาไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงแค่ตวัดฝ่ามือคว้าไปในอากาศคว้างๆ ก่อนจะดึงรั้งอะไรบางอย่างที่รินรดามองไม่เห็นออกมา “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของท่าน และรินรดาไม่ใช่สมบัติที่ท่านจะมาทวงคืนได้ตามอำเภอใจ!” ธามันตวาดเสียงกร้าว แรงกดดันมหาศาลปะทะเข้ากับร่างของคุณหลวงพิพัฒน์จนชายชราต้องชะงักฝีเท้า คุณหลวงแสยะยิ้มที่มุมปาก “เจ้าเด็กอวดดี... ตระกูลของเจ้าเคยเป็นผู้พิทักษ์ แต่บัดนี้เจ้ากลับกลายเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่คอยปกป้องเศษซากแห่งอดีตที่เน่าเฟะ เจ้าคิดหรือว่าความรักจอมปลอมนั่นจะช่วยเจ้าได้เมื่อเงาแห่งกาลเวลาเริ่มทวงคืนสิ่งที่ถูกแย่งชิงไป?” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจของรินรดาที่ยังคงกอดบันทึกเล่มนั้นไว้แน่น เธอรู้สึกได้ถึงหยดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความสับสนที่กัดกินหัวใจ เธอหันไปสบตากับธามัน สายตาของเขาที่มักจะเยือกเย็นบัดนี้กลับมีความอ่อนไหวบางอย่างซ่อนอยู่ ความอ่อนไหวที่บอกเธอว่า... เขากำลังแบกรับความลับบางอย่างที่อาจจะทำลายทุกอย่างลง “รินรดา ออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!” ธามันสั่งเสียงต่ำ ขณะที่ร่างกายของเขาสั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังต่อต้านแรงดึงดูดมหาศาลจากเงาดำที่ยังคงปั่นป่วนอยู่รอบคุณหลวง “ไม่! ฉันจะไม่ทิ้งคุณไปไหนอีก” รินรดาปฏิเสธพร้อมก้าวเข้ามาหาเขา มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะแขนของธามัน ทันใดนั้น ภาพนิมิตก็ฉายชัดขึ้นในหัวของเธอ—ภาพของงานเขียนพู่กันบนผืนผ้าไหมที่ถูกย้อมด้วยเลือด คำจารึกที่อ่านไม่ออกกำลังบิดเบี้ยวกลายเป็นชื่อของเธอ... ‘รินรดา’ สมุดในมือของเธอเริ่มร้อนผ่าวราวกับถ่านไฟ มันไม่ได้เป็นแค่บันทึก แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่กำลังเปิดประตูสู่นรกขุมไหนสักแห่งที่ครอบครัวของเธอถูกกักขังไว้ คุณหลวงพิพัฒน์ยกมือขึ้นช้าๆ ท้องฟ้าภายนอกที่เคยเป็นยามบ่ายกลับมืดมิดลงฉับพลันราวกับถูกสูบแสงสว่างหายไป “เจ้าเปิดมันแล้วสินะ... ความตายที่เจ้าเฝ้าถามหา บัดนี้มันมาหาเจ้าถึงที่แล้ว” ธามันเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยหมึกสีดำสนิทค่อยๆ ซึมออกมาจากหน้ากระดาษของสมุดที่รินรดาถืออยู่ มันไหลหยดลงบนพื้นไม้ขัดเงาและขยายตัวเป็นวงกว้างคล้ายรอยเลือดที่ไม่มีวันแห้ง กลิ่นคาวเลือดเริ่มรุนแรงขึ้นจนรินรดาแทบจะสำลัก เธอพยายามจะปล่อยสมุดเล่มนั้นทิ้ง แต่นิ้วมือของเธอกลับถูกตรึงติดไว้แน่นราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นรัดไว้ “ธามัน... ช่วยฉันด้วย!” เธอร้องออกไปพร้อมกับความรู้สึกที่ว่ามีใครบางคน... หรือบางสิ่ง... กำลังคลานออกมาจากความมืดมิดภายในหน้ากระดาษนั้น ธามันกระโจนเข้ามาหวังจะคว้าตัวเธอไว้ แต่กลับถูกแรงกระแทกมหาศาลดีดตัวกลับไปกระแทกกับผนังจนเลือดซึมออกมาจากมุมปาก เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไป เขามองมาที่รินรดาด้วยความตระหนกสุดขีด ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อคุณหลวง แต่เป็นเพราะสิ่งที่เขากำลังเห็นอยู่เบื้องหลังร่างของรินรดา “รินรดา... อย่าหันหลังไป... อย่าหันไปมองเด็ดขาด!” เสียงของธามันสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รินรดาแข็งทื่อ ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งเกาะกุมอยู่ที่ต้นคอ ลมหายใจที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายรดต้นคอของเธอแผ่วเบา พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยอย่างประหลาดดังขึ้นจากข้างหลัง—เสียงของมารดาที่เธอเชื่อว่าเสียชีวิตไปนานแล้ว “ในที่สุด... แม่ก็ได้พบลูกอีกครั้ง... รินรดา... มาอยู่กับแม่ในเงาแห่งกาลเวลาเถิดนะ” เหมยฮวาแรกแย้มขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปพร้อมกับรินรดานะคะ
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%