“คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม... ธามัน ว่าสิ่งที่ฉันกำลังตามหา มันไม่ใช่แค่บันทึกเล่มนั้น แต่มันคือลมหายใจที่ดับไปในกองเพลิงเมื่อร้อยปีก่อน”
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วห้องทำงานโอ่อ่าของธามัน เสียงของเธอสั่นพร่าทว่าหนักแน่นดุจคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบ ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาคู่คมที่มักจะเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง แต่ในวินาทีนี้ กลับวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดแรง
ธามันนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขาวางพู่กันจีนในมือลงบนแท่นหินหมึกช้าๆ เสียงกระทบของมันดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งคู่ราวกับระฆังเตือนภัย เขายังคงไม่สบตาเธอ หากแต่หันมองออกไปทางบานหน้าต่างกระจกสีที่สะท้อนภาพเงาเลือนรางของเขาเอง
“ความจริงบางอย่าง... หากรื้อฟื้นขึ้นมาได้ มันอาจไม่ได้นำพาความยุติธรรมมาให้คุณรินรดา แต่มันอาจจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดคุณไว้กับอดีตตลอดกาล” เขาตอบ เสียงของเขาต่ำและแหบพร่า “คุณยังอยากจะเดินต่อ แม้รู้ว่าปลายทางอาจเป็นเหวที่ไร้ก้นบึ้งอย่างนั้นหรือ?”
รินรดาแค่นยิ้ม ยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “เหวที่ว่านั่น ฉันตกลงไปตั้งแต่วันที่ฉันเห็นใบหน้าของคุณในความฝันแล้วค่ะ”
เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนที่ภาพรอบกายจะพร่าเลือน ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวแห่งความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองเริ่มโจมตี...
กลิ่นธูปหอมฟุ้งอบอวลจนน่าเวียนหัว เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังแว่วมาตามสายลมปนกับเสียงหัวเราะกังวานอย่างบ้าคลั่งของคุณหลวงพิพัฒน์ รินรดาเห็นตัวเองในชุดสไบสีนวลที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควัน เธอไม่ได้ยืนอยู่ในห้องทำงานที่ทันสมัยอีกต่อไป แต่ยืนอยู่หน้าเรือนไม้เก่าคร่ำที่กำลังโหมไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีส้มฉาน
‘หนีไป... รินรดา! อย่าให้มันได้ไป!’
เสียงชายคนหนึ่งตะโกนก้อง เขาคือชายหนุ่มที่ใบหน้าละม้ายคล้ายธามัน หากแต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก มือที่กำกระชับสมุดบันทึกหนังเก่าเล่มนั้นไว้แน่นนั้นสั่นเทา เลือดสีแดงฉานไหลรินจากรอยแผลที่หัวไหล่หยดลงบนพื้นเรือนที่กำลังมอดไหม้
‘ฉันไม่ทิ้งคุณ!’ เสียงของเธอในความฝันดังสะท้อนกลับมา มันไม่ใช่เสียงของเธอในปัจจุบัน แต่มันคือเสียงที่เต็มไปด้วยความโหยหาและคำสาบานที่หนักแน่นกว่าชีวิต
‘ฟังนะ... ถ้าเราต้องดับสูญไปพร้อมกับความลับนี้ อย่างน้อยขอให้มันถูกจารึกไว้ในกาลเวลาที่เหมาะสม... ที่ที่สายเลือดของเราจะตื่นขึ้นอีกครั้ง’
ภาพตรงหน้าตัดฉับไปที่ใบหน้าของคุณหลวงพิพัฒน์ที่ยืนแสยะยิ้มอยู่เบื้องหลังควันไฟ ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความอำมหิต มือที่ถือดาบอาคมสั่นระริกด้วยความกระหายอำนาจ เขาไม่ได้มองเธอด้วยความเสน่หาเหมือนที่เคยหลอกล่อ แต่เขามองเธอราวกับเป็นเพียงสิ่งของที่ต้องกำจัดเพื่อครอบครองสมบัติที่แท้จริง
รินรดาสะดุ้งสุดตัว ร่างของเธอเซถลาจนเกือบพ้นจากโต๊ะทำงาน ก่อนจะถูกมือหนาของธามันคว้าไหล่ไว้ได้ทันท่วงที
“รินรดา! มองหน้าผม... กลับมาอยู่ตรงนี้!”
ลมหายใจของเธอหอบถี่ เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผม ดวงตาของเธอยังคงเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนก ธามันประคองเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักอย่างแผ่วเบา สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้มีเพียงความเยือกเย็น แต่มันแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่ปิดไม่มิด
“คุณเห็นอะไร...” เขาถาม เสียงของเขาอ่อนลง แต่กลับบีบคั้นหัวใจคนฟัง “คุณเห็น... สิ่งที่ผมพยายามปกปิดมาตลอดใช่ไหม?”
รินรดาสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย เธอมองมือของธามันที่ยังคงจับแขนของเธออยู่ มือคู่นี้... มือคู่ที่เคยปกป้องเธอในอดีตชาติ และกำลังทำหน้าที่เดียวกันในชาติภพนี้
“คุณหลวงไม่ได้ต้องการแค่สมุดบันทึกค่ะธามัน... แต่เขาต้องการ ‘เลือด’... เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวฉัน และเขากำลังรอคอยเวลาที่ความลับจะถูกเปิดเผย เพราะเมื่อนั้น... พลังที่หลับใหลของเขาก็จะตื่นขึ้นอีกครั้ง”
ธามันปล่อยมือจากไหล่เธอทันที ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงจนน่าใจหาย เขาหันกลับไปคว้ากุญแจดอกสำคัญบนโต๊ะ ลิ้นชักลับใต้ฐานรูปปั้นมังกรถูกเปิดออก เผยให้เห็นบันทึกเล่มหนึ่งที่มีรอยไหม้เกรียมไปครึ่งเล่ม
“งั้นเราก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” เขาเอ่ยพลางยื่นสมุดเล่มนั้นให้เธอ มือของเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด “ต้องมีใครสักคนตายเพื่อจบเรื่องนี้... และในบันทึกนี้ บอกไว้ชัดเจนว่าคนคนนั้นไม่ใช่คุณ... แต่เป็นผม”
ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปแตะบันทึกนั้น เสียงเคาะประตูจังหวะหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นสามครั้ง ก่อนจะตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ไม่มีการอนุญาต ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขามปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้รินรดาต้องเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเหลือเกิน” เสียงทุ้มแหบพร่าของคุณหลวงพิพัฒน์ดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายความตายที่โชยมากับตัวเขา “ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานาน... เวลาที่พวกเจ้าจะนำสมุดเล่มนั้นมาส่งถึงมือข้าด้วยตัวเอง”
ธามันรีบผลักรินรดาไปข้างหลังพลางชักปืนพกโบราณออกมา แต่ทว่าท่วงท่าของเขากลับชะงักค้าง เมื่อรินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านหัวใจ เมื่อเธอเหลือบไปเห็นเงาที่สะท้อนในกระจกเงาด้านหลังคุณหลวงพิพัฒน์... มันไม่ใช่เงาของคุณหลวง แต่มันคือเงาของ ‘ตัวเธอเอง’ ในชุดสไบสีนวลที่เปื้อนเลือด... และที่สำคัญกว่านั้น เงาในกระจกนั้นกำลังยิ้มให้เธอ พร้อมกับนิ้วชี้ที่แตะลงบนริมฝีปากเป็นเชิงห้ามปราม
“อย่าขัดขืน... ธามัน” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ราวกับไม่ใช่เสียงของเธอ “เพราะคนที่คุณหลวงต้องการ... ไม่ใช่ฉัน... แต่คือคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณต่างหาก”
รินรดาเบนสายตาไปมองใครบางคนที่ก้าวออกมาจากมุมมืดด้านหลังธามัน... คนคนนั้นที่สวมหน้ากากและถือดาบอาคมเล่มเดียวกับในความฝัน!
เหมยฮวาแรกแย้มขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดในบทนี้ด้วยกันนะคะ
รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 18
เสียงเรียกจากอดีต
ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!