รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน•ตอนที่ 26

ความขัดแย้งที่ประทุ

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
“ถ้าคุณหลวงยังคิดจะก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตของตระกูลอัครเดชไพศาลอีกเพียงก้าวเดียว เห็นทีพู่กันด้ามนี้คงต้องเปลี่ยนจากการเขียนอักษร มาเป็นอาวุธที่สะบัดเลือดคาวของคนไร้ยางอายให้เปื้อนพื้นเรือนเสียบ้าง” น้ำเสียงราบเรียบของธามันไม่ได้แสดงถึงความโกรธเกรี้ยว หากแต่แฝงด้วยไอเย็นเยียบที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของเขาทอดมองไปยังร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างนั้นคือคุณหลวงพิพัฒน์ ผู้ซึ่งบัดนี้แววตาไม่ได้มีความอาทรต่อความเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดที่เคยมีมา เหลือเพียงความทะเยอทะยานที่พุ่งพล่านจนปิดไม่มิด รินรดานั่งนิ่งอยู่ข้างกายธามัน มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยใต้ชายผ้าไหม เธอสัมผัสได้ถึง ‘ไอควัน’ สีดำมืดที่แผ่ออกมาจากตัวคุณหลวงพิพัฒน์ มันหนาแน่นและหิวโหย ราวกับฝูงแมลงร้ายที่พร้อมจะกัดกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ความรู้สึกของเธอสั่งให้ลุกหนี แต่สัญชาตญาณในการตามหาความจริงเกี่ยวกับครอบครัวรั้งตัวเธอไว้ คุณหลวงพิพัฒน์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหลมสูงชวนขนลุก เขาวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะไม้สักจนเกิดเสียงกระทบดัง ‘กริ๊ก’ ที่บาดลึกเข้าไปในความเงียบ “พู่กันที่เปื้อนเลือด... ช่างเป็นความคิดที่ไร้รสนิยมเสียจริง ธามัน” เขาสอดสายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลผ่านแว่นตาทองคำ “สมุดบันทึกเล่มนั้นไม่ได้มีไว้ให้คนรุ่นหลังที่ไร้ความสามารถอย่างเธอมาเก็บไว้เชิดชูหรอก มันคือรอยจารึกที่รอการตีความโดยผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองอย่างแท้จริง และคนคนนั้น... ก็ไม่ใช่เด็กสาวที่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องมาพัวพันกับอดีตที่ไม่ควรขุดคุ้ย” ประโยคสุดท้ายเขามองตรงมาที่รินรดา เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ “คุณพูดเหมือนกับว่าครอบครัวของฉันเป็นเพียงหมากในเกมของคุณ” รินรดาเอ่ยขึ้น เสียงของเธอแม้จะเบาแต่หนักแน่นด้วยความท้าทาย “ทั้งที่จริงแล้ว คุณต่างหากที่เป็นเงาอัปลักษณ์ที่คอยกัดกินแสงสว่างจากบันทึกเล่มนั้นมาโดยตลอด” คุณหลวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก “ความกล้าหาญที่โง่เขลา... เหมือนกับแม่ของเธอไม่มีผิด” คำนั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มใหญ่ที่พุ่งเข้าแทงใจรินรดา ธามันขยับตัวขึ้นทันที มือแกร่งวางลงบนไหล่ของรินรดาเพื่อส่งความมั่นคงให้ เธอมองเห็นสายตาของธามันที่ส่งผ่านมา มันคือสัญญาณเตือนว่าอย่าให้โทสะเข้าครอบงำ ทว่าความแค้นที่อัดอั้นมานานนับปีเริ่มจะทลายเขื่อนกั้น “ในเมื่อคุณไม่ยอมถอย เราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” ธามันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างของเขาสูงตระหง่านจนดูเหมือนจะกดทับอาคันตุกะผู้มาเยือนให้กลายเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา “ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ตระกูลอัครเดชไพศาลจะตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับคุณหลวงพิพัฒน์ และหากมีใครจากฝั่งของคุณก้าวข้ามธรณีประตูนี้เข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ...” เขายกพู่กันจารึกโบราณในมือขึ้น หมึกสีดำสนิทหยดลงบนพื้นกระเบื้องราวกับเป็นคำสาปแช่ง “อย่าหาว่าผมไม่เตือนว่ารอยจารึกแห่งกาลเวลาที่จารึกด้วยชีวิต จะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมถึงหน้าประตูบ้านคุณ” คุณหลวงพิพัฒน์ลุกขึ้นยืนบ้าง แววตาของเขาเปลี่ยนจากเยาะเย้ยเป็นอำมหิต เขาขยับผ้าคลุมไหล่ก่อนจะก้าวเดินผ่านทั้งสองคนไปอย่างเชื่องช้า แต่เมื่อถึงหน้าประตู เขากลับหยุดฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับมามอง “ธามัน... เธอคิดว่ารินรดาคือคนที่เธอปกป้องอยู่ใช่ไหม?” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้น้ำในห้องเย็นเยือก “ระวังให้ดีเถิด คนที่เธอคิดว่ากำลังช่วย... อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ถือมีดรอจังหวะเสียบกลางหลังเธออยู่ก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่บันทึกหน้าสุดท้ายจารึกไว้... คือความลับที่แม้แต่สายเลือดเดียวกันก็ยังไม่อาจให้อภัย” เมื่อประตูปิดลง ความเงียบงันกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้รินรดารู้สึกเหมือนกับว่าพื้นดินใต้เท้ากำลังสั่นคลอน เธอหันไปมองธามันที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ใบหน้าของเขามีความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ “เขาหมายความว่าอย่างไรคะ ธามัน?” รินรดาถามด้วยเสียงที่สั่นพร่า ธามันถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาสบตาเธอ แววตาของเขาที่เคยอบอุ่นกลับดูหม่นหมอง “เราต้องเปิดสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายคืนนี้รินรดา ไม่ว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ เราต้องเผชิญหน้ากับมัน... แต่ก่อนหน้านั้น” ธามันเดินไปที่หน้าต่างแล้วเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย รินรดาขยับเข้าไปใกล้ ก่อนที่ลมหายใจของเธอจะสะดุดไปชั่วขณะ ที่ลานหน้าบ้านของตระกูลอัครเดชไพศาล บัดนี้มีรถสีดำหลายคันจอดเรียงราย และชายฉกรรจ์ในชุดดำนับสิบคนกำลังก้าวลงมาจากรถ แต่ละคนถือสิ่งของบางอย่างไว้ในมือ... มันไม่ใช่ปืน แต่เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่แผ่ไอสีดำมืดออกมาไม่ต่างจากที่เธอเห็นในตัวคุณหลวงพิพัฒน์ “เขาส่งคนมาถอนรากถอนโคนเราแล้ว” ธามันกระซิบ “และดูเหมือนว่าความลับที่เขาพูด... จะหมายถึงบางสิ่งที่อยู่บนข้อมือของเธอเอง” รินรดาก้มลงมองข้อมือของตนเอง รอยปานรูปพู่กันที่เธอเฝ้าสงสัยมาตลอดชีวิต บัดนี้มันกำลังเรืองแสงสีแดงก่ำออกมาจากใต้เสื้อผ้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในหัวของเธอว่า... ‘คืนจารึก... สู่เจ้าของที่แท้จริง’ เหมยฮวาแรกแย้มขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงวินาทีที่บีบคั้นหัวใจเช่นนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งกาลเวลา: บันทึกรักใต้เงาพู่กัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%