บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 9

ความลับที่เก็บงำ

ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
“หวังว่าท่านแม่ทัพคงไม่คิดจะชักกระบี่ออกมาในสถานที่ที่ข้าต้อนรับแขกคนสำคัญหรอกนะเจ้าคะ” ข้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสกดดันที่ทรงพลัง สายตาคู่คมของข้าจ้องมองไปที่ใบหน้าของอวิ๋นเซียวที่ตอนนี้บิดเบี้ยวด้วยความโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ มือหนาของเขาที่วางอยู่บนด้ามกระบี่สั่นระริกราวกับกำลังสะกดกลั้นแรงอารมณ์มหาศาล ร่างสูงใหญ่ของ ‘เสนาบดีจ้าว’ ศัตรูคู่อาฆาตของอวิ๋นเซียว ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีโอหัง ดวงตาของเขาหรี่ลงมองคนทั้งสองสลับกันก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างผู้กำชัย “ดูเหมือนว่าข้าจะมาขัดจังหวะอะไรบางอย่างที่ไม่น่ารื่นรมย์นักนะ ท่านแม่ทัพ... หรือว่าวันนี้ท่านตั้งใจจะสังหารใครในจวนของหลินเฟยหรงกันแน่?” เสนาบดีจ้าวเอ่ยเย้ยหยัน พลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างถือวิสาสะ บรรยากาศในห้องหนังสือหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก อวิ๋นเซียวหันมามองข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความผิดหวัง เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาคู่นั้นกรีดลึกราวกับจะถามว่า *‘เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร’* ข้าเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ เดินไปรินชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบด้วยท่าทางเชื่องช้า สง่างาม ไร้ซึ่งความสะทกสะท้าน “ท่านเสนาบดีมาได้จังหวะพอดี เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งจะพูดคุยเรื่อง ‘ความลับ’ ที่ท่านแม่ทัพยังคงเก็บงำไว้อยู่พอดี” “เจ้าว่าอะไรนะเฟยหรง!” อวิ๋นเซียวตวาดขึ้น เสียงนั้นดังก้องไปทั่วห้อง “ความตายของตระกูลหลินเมื่อสามปีก่อน... ท่านคิดว่าข้าลืมไปแล้วหรือว่าก่อนที่ดาบของท่านจะบั่นคอท่านพ่อข้า ท่านได้พูดอะไรทิ้งไว้” ข้าวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่ามันกลับดังชัดเจนราวกับเสียงฟ้าผ่า อวิ๋นเซียวชะงักไป ดวงตาที่เคยดุดันวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว “ข้าทำตามหน้าที่ และหลักฐานในตอนนั้นมันมัดตัวตระกูลเจ้าแน่นหนาเกินกว่าจะปฏิเสธได้” “หลักฐาน?” ข้าหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น “หากเป็นหลักฐานที่สร้างขึ้นโดยมือของท่านเสนาบดีจ้าวผู้แสนฉลาดท่านนี้ ท่านคิดว่าข้าจะยังเชื่อถือความยุติธรรมแบบนั้นอยู่อีกหรือเจ้าคะ?” เสนาบดีจ้าวหัวเราะร่า “แม่นางหลิน เจ้ากำลังเล่นตลกอะไรอยู่ ข้ากับท่านแม่ทัพอาจจะไม่ถูกกัน แต่เรื่องความผิดของตระกูลเจ้านั้นข้ามีพยานหลักฐานแน่นหนา มีลายเซ็นของท่านพ่อเจ้าในเอกสารลับนั่น... หรือเจ้าจะเถียงว่าลายมือนั้นเป็นของปลอม?” ข้าขยับกายเข้าไปใกล้เสนาบดีจ้าว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวข้าชวนให้เขารู้สึกประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ข้ากระซิบที่ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบพอที่จะทำให้เลือดในกายแข็งตัว “ลายมือนั้นเป็นของจริงเจ้าค่ะ แต่คนที่บังคับให้ท่านพ่อเขียน... ไม่ใช่ท่าน แต่เป็น ‘คนในวังหลวง’ ที่ท่านแอบส่งข่าวให้ต่างหากเล่า” เสนาบดีจ้าวหน้าถอดสีไปในทันที เขารีบลุกขึ้นยืน แต่ข้ากลับใช้พัดด้ามจันทร์ขวางทางไว้ “อย่าเพิ่งรีบร้อนไปเจ้าค่ะท่านเสนาบดี ในเมื่อท่านมาแล้ว ข้าก็มีของขวัญชิ้นพิเศษจะมอบให้” ข้าส่งสัญญาณให้สาวใช้ที่ยืนรออยู่หน้าห้องนำกล่องไม้ใบเก่าเข้ามา มันคือกล่องที่เก็บรักษาความลับที่ข้าตามหามาตลอดตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่ ข้าเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกเผาไหม้ไปครึ่งหนึ่ง แต่ตราประทับสีแดงฉานยังคงเด่นชัด “นี่คือตราประทับของหน่วยลับที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้... ในวันที่ตระกูลข้าถูกสังหาร ท่านแม่ทัพอวิ๋นเซียวเป็นคนลงมือจริง แต่คนออกคำสั่งลับหลังคือใครกันแน่?” ข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเสนาบดีจ้าว “ข้าได้หลักฐานนี้มาเมื่อวาน และข้าก็รู้ด้วยว่าคนที่พยายามทำลายมันในวันนั้น คือคนใกล้ตัวของท่านที่แอบรับคำสั่งจากผู้สูงศักดิ์กว่าท่านอีกชั้นหนึ่ง” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง อวิ๋นเซียวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ราวกับคนหมดแรง เขาอ่านจดหมายฉบับนั้นซ้ำไปซ้ำมา แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความสับสนและหวาดหวั่น เขามองหน้าข้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาของศัตรูอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย “เจ้า... เจ้าไปเอามาได้อย่างไร?” อวิ๋นเซียวถามเสียงแหบพร่า “ข้าตายไปแล้วรอบหนึ่งนะท่านแม่ทัพ” ข้าเดินไปหยุดอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปเห็นเงาของชายชุดดำที่แอบซุ่มอยู่ในสวน “คนตายย่อมไม่กลัวความลับ และคนที่ถูกทรยศย่อมยอมทำทุกอย่างเพื่อลากเอาคนผิดลงมาให้ถึงนรก” ทันใดนั้นเอง ลูกธนูอาบยาพิษก็พุ่งผ่านหน้าต่างเข้ามาปักลงบนโต๊ะกลางห้อง เสียงธนูแหวกอากาศทำให้ทุกคนชะงัก อวิ๋นเซียวพุ่งตัวมาบังหน้าข้าโดยสัญชาตญาณ ทว่าข้ากลับผลักเขาออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี “อย่าให้ตายตอนนี้เจ้าค่ะ!” ข้าตะโกนก้อง ประตูด้านหน้าห้องถูกถีบพังเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมือสังหารในชุดเกราะทหารองครักษ์ประจำวังหลวง กลุ่มคนที่ควรจะเป็น ‘ความยุติธรรม’ กลับกลายเป็น ‘เพชฌฆาต’ ที่ถูกส่งมาปิดปากทุกคนในห้องนี้ เสนาบดีจ้าวเบิกตากว้างเมื่อเห็นหัวหน้าองครักษ์ชักกระบี่ออกมา “เจ้า... พวกเจ้าทำอะไร! ข้าเป็นคนของฝ่าบาทนะ!” หัวหน้าองครักษ์เหยียดยิ้มเย็น “ฝ่าบาทรับสั่งว่า... ใครก็ตามที่กุมความลับเรื่อง ‘หุบเขาโลหิต’ ไว้ ต้องไม่มีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว” ความจริงที่คาดไม่ถึงกระแทกเข้ากลางใจ อวิ๋นเซียวหันมามองหน้าข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “หุบเขาโลหิต? นั่นคือจุดที่ตระกูลเจ้าถูกใส่ร้ายว่าแอบซ่องสุมกองกำลัง... แท้จริงแล้วที่นั่นคือที่ซ่อนของอะไรกันแน่!” ข้าไม่ได้ตอบ เพียงแต่คว้ากระบี่ที่วางอยู่บนชั้นข้างตัวออกมา กระชับมันไว้ในมือแน่นก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่กรูเข้ามาพร้อมกัน “ที่นั่นคือสุสานของความลับที่พวกมันไม่อยากให้ใครรู้ และวันนี้... สุสานแห่งนั้นกำลังจะถูกเปิดออกด้วยเลือดของพวกเจ้าทุกคน!” ก่อนที่คมกระบี่ของกลุ่มองครักษ์จะถึงตัวข้า ประตูห้องลับด้านหลังตู้หนังสือก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายชราผู้หนึ่งที่ข้าคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ตระกูลข้าล่มสลาย... เขาคือพยานปากเอกที่มีตราประทับของ ‘รัชทายาท’ อยู่ในมือ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความลับอันดำมืดนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าที่จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาลนะคะ กุหลาบหนามเงินค่ะ
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%