"ข้าไม่ได้จ้างพวกมันมาเพื่อดูท่านยืนอวดโฉมในชุดสีแดงชาดหรอกนะ เพชฌฆาตหน้าโง่!"
เสียงกระซิบแหบพร่าจากมุมมืดของสวนหลวงที่ควรจะเงียบสงบ ถูกทำลายลงด้วยเสียงเหล็กกระทบกันสนั่นหวั่นไหว หลินเฟยหรงเอี้ยวตัวหลบคมดาบที่พุ่งเข้ามาหมายปลิดชีพอย่างพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่ไร้รูป อาวุธลับอาบยาพิษเฉียดใบหูของนางไปเพียงเส้นผม ก่อนจะปักลงบนลำต้นไม้เก่าแก่จนเกิดเสียงดังฉึก
นางไม่รอกระทั่งให้ศัตรูได้ตั้งตัว มือเรียวบางที่สวมถุงมือผ้าไหมราคาแพงตวัดสะบัดพัดทองเหลืองขึ้นกางออกขวางหน้า คมพัดที่ลับจนคมกริบเฉือนผ่านลำคอของนักฆ่าคนแรกอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นลงบนพื้นหญ้าแต่งแต้มเป็นลวดลายสยดสยองใต้แสงจันทร์
"ท่านแม่ทัพอวิ๋นเซียว... หากท่านยังมัวแต่ยืนชมความงามของข้าอยู่ตรงนั้น อีกไม่กี่อึดใจท่านคงได้เห็นศพของข้าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายแทนการเป็นพยานนะคะ"
เฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ผิดกับสถานการณ์คับขันรอบตัว อวิ๋นเซียวที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในเงามืดเบิกตากว้าง ความดุดันในแววตาคมกริบของบุรุษผู้ไม่เคยกลัวตายบัดนี้กลับกลายเป็นความตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าหากเฟยหรงตายในคืนนี้ แผนการทลายเครือข่ายขุนนางกังฉินที่เขาวางไว้ร่วมกับนางจะต้องพังทลายลงไม่เป็นท่า
"หลบไป!" อวิ๋นเซียวคำรามลั่น ก่อนจะพุ่งตัวออกมาดุจพญาอินทรี กระบี่คู่ใจในมือตวัดวาดเป็นวงโคจร ตัดขาดอาวุธของเหล่ามือสังหารที่เหลือจนร่วงหล่นลงพื้น
เฟยหรงเพียงแต่นิ่งมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก นางไม่ได้ขยับเขยื้อนหนีไปไหน นางก้าวเดินผ่านซากศพเหล่านั้นด้วยท่วงท่าสง่างามประหนึ่งกำลังเดินอยู่บนพรมแดงในท้องพระโรง สายตาของนางจดจ้องไปยังมุมหนึ่งของสวน ที่ซึ่งนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'ใครบางคน' ที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความกลัว
"ช่างน่าเสียดายนะคะ..." เฟยหรงหยุดเดินข้างกายอวิ๋นเซียวที่เพิ่งเก็บกระบี่เข้าฝัก "ข้าตั้งใจจะใช้ชุดสวยชุดนี้รับแขกในงานเลี้ยงหลวง แต่พวกสุนัขรับใช้พวกนี้กลับเลือกที่จะทำให้มันแปดเปื้อนเลือดเสียก่อน"
อวิ๋นเซียวลดระดับเสียงลงต่ำจนแทบเป็นเสียงกระซิบข้างหูนาง "เจ้าทำบ้าอะไรลงไป เฟยหรง? เจ้ารู้ดีว่านี่คือกับดัก แต่เจ้าก็ยังยอมก้าวเท้าเข้ามา"
เฟยหรงหันกลับไปสบตาเขา แววตาของนางในยามนี้ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง "ถ้าข้าไม่เข้ามา พวกมันจะเปิดเผยตัวออกมาได้อย่างไร? ในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยหูตาของเหล่าขุนนาง... มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้อสรพิษยอมเลื้อยออกจากรู"
นางขยับกายเข้าไปใกล้จนอวิ๋นเซียวได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยจากตัวนาง เขาชะงักไปชั่วครู่ ความเย่อหยิ่งดุดันที่เคยมีมลายสิ้นเหลือเพียงความรู้สึกหวั่นไหวที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกนางหลอกล่อให้ติดอยู่ในเกมที่นางเป็นคนวางหมากไว้แต่เพียงผู้เดียว
"ไปกันเถอะค่ะท่านแม่ทัพ... งานเลี้ยงที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น"
ทั้งสองก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงอย่างแผ่วเบา เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันหันมาจับจ้องที่พวกเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะเมื่อเห็นคราบเลือดที่ป้ายอยู่บนชายกระโปรงของหลินเฟยหรง บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็นเงียบงันจนน่าอึดอัด
ฮองเฮาที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ขยับยิ้มที่ดูเสแสร้ง "แม่ทัพอวิ๋น... หลินเฟยหรง... ทำไมพวกท่านถึงมาในสภาพเช่นนี้เล่า? หรือว่างานเลี้ยงคืนนี้จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาก่อกวน?"
เฟยหรงทำความเคารพอย่างชดช้อย ก่อนจะหยิบเอาชิ้นส่วนของตราประจำตัวนักฆ่าที่นางแอบเก็บมาได้จากศพ โยนลงบนโต๊ะกลางห้องโถง เสียงตราโลหะกระทบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว ดับรัศมีดนตรีและเสียงหัวเราะลงทันที
"หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่เสียมารยาทเพคะ" เฟยหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง "พอดีระหว่างทางเดินมาที่นี่ หม่อมฉันบังเอิญเจอ 'ของขวัญ' ที่ท่านเจ้าของงานตั้งใจเตรียมไว้ให้หม่อมฉัน... ไม่ทราบว่าตราพยัคฆ์ชิ้นนี้ เป็นของใครในห้องนี้หรือเพคะ?"
สีหน้าของเหล่าขุนนางเปลี่ยนไปทันที ราวกับความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหาพวกเขาแต่ละคน อวิ๋นเซียวเดินขึ้นมายืนเคียงข้างเฟยหรง ความยิ่งใหญ่และอำนาจของเขาในยามนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าปริปากพูดสิ่งใด
"หากไม่มีใครตอบ..." เฟยหรงยิ้มกว้าง แต่เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยือกถึงกระดูก "งั้นให้หม่อมฉันลองเดาดูนะคะ ว่าเลือดที่หม่อมฉันเพิ่งทำหกไปเมื่อครู่... จะส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมาจากตำแหน่งไหนของห้องนี้ก่อนกัน"
ทว่าในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาจากเงามืดหลังฉากกั้นพับทองคำ ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมา เขาคือคนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในงานเลี้ยงนี้
"คุณหนูหลินช่างเฉลียวฉลาดเกินไปเสียจริง..." บุรุษผู้นั้นกล่าวพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้แสงไฟ เผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนความอำมหิตไว้ภายใต้รอยยิ้มอบอุ่น "แต่เจ้าลืมไปหรือไม่ว่า ในเกมกระดานนี้... ไม่ได้มีเพียงหมากที่เจ้าควบคุมได้เท่านั้น"
เฟยหรงชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้น ความมั่นใจที่ฉาบไว้บนใบหน้าของนางสั่นคลอนเพียงเสี้ยววินาที เพราะคนผู้นี้คือคนเดียวที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะกลับมาเยือนเมืองหลวง... คนที่เคยเป็น 'อาจารย์' ผู้สอนวิชาการวางแผนทั้งหมดให้นางในชาติก่อน!
กุหลาบหนามเงินขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินเฟยหรงมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 14
กับดักในงานเลี้ยง
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!