บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 17

แรงดึงดูดที่ไม่คาดคิด

ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
“เจ้าวางยาพิษในชาถ้วยนั้นด้วยตัวเอง หรือสั่งให้คนของเจ้าทำกันแน่?” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของอวิ๋นเซียวดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันในห้องทรงพระอักษรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมกรุ่น เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากม้วนเอกสารในมือ ทว่าความกดดันจากไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างกำยำนั้นกลับบีบคั้นจนอากาศรอบข้างดูจะเบาบางลง หลินเฟยหรงแค่นยิ้มบางที่มุมปาก นางวางพู่กันในมือลงอย่างใจเย็น เสียงกระทบของมันกับแท่นหมึกดังก้องชัดเจนในโสตประสาท นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาจ้องมองไปยังแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่เคยเป็นผู้ปลิดชีพนางด้วยความจงเกลียดจงชังในอดีตชาติ “หากข้าต้องการให้ท่านตาย ท่านคงไม่ได้มีโอกาสมานั่งถามคำถามไร้สาระเช่นนี้ในห้องของข้าหรอกค่ะ ท่านแม่ทัพ” นางเดินย่างกรายเข้าไปใกล้เขา เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาดุจแมวป่าหยุดลงข้างกายชายหนุ่ม กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวทำให้อวิ๋นเซียวชะงักมือที่กำลังจับพู่กัน เขาตวัดสายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ขึ้นมองสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้าง แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันมีความสงสัยใคร่รู้บางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ “เจ้าเปลี่ยนไปมาก” อวิ๋นเซียวเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่า “จากหญิงสาวที่โง่งมและคลั่งไคล้ในอำนาจ กลายเป็นคนที่มีแผนการลึกล้ำราวกับผ่านโลกมานับร้อยปี... เจ้าเป็นใครกันแน่ หลินเฟยหรง?” เฟยหรงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นเริง แต่มันกลับดึงดูดใจอย่างประหลาด นางโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ รดรินบนใบหน้าคมสัน “หากข้าบอกว่าข้าคือวิญญาณที่กลับมาจากนรกเพื่อทวงคืนทุกอย่างที่ท่านเคยแย่งชิงไป... ท่านจะเชื่อหรือไม่คะ?” อวิ๋นเซียวคว้าข้อมือนางไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้กระดูกลั่น ทว่าดวงตาของเขากลับวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมพัดผ่าน เขาไม่ใช่คนโง่ เขาตระหนักได้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ ‘อันตราย’ ที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา “ข้าอาจจะเชื่อ” เขาตอบเสียงต่ำ “เพราะข้าเองก็รู้สึกถึงบางอย่าง... ราวกับเราสองคนกำลังเต้นรำอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดออกจากกันได้ทุกเมื่อ” เขาดึงร่างของนางเข้ามาใกล้จนเกือบชิด แผ่นอกกว้างของเขาสัมผัสกับหัวไหล่บาง ความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านผ่านอาภรณ์หลากชั้น บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปจากความขัดแย้งกลายเป็นความตึงเครียดที่อบอวลด้วยเสน่หาที่ไร้ชื่อเรียก อวิ๋นเซียวจ้องลึกลงไปในดวงตาเรียวรีที่สะท้อนภาพใบหน้าของเขาเอง—มันเป็นดวงตาที่ว่างเปล่า ทว่าลุ่มลึกราวกับห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง “ท่านกำลังสนใจข้าเข้าแล้วใช่ไหมคะ ท่านแม่ทัพ?” เฟยหรงถามโดยไม่หลบสายตา มือเรียวของนางเอื้อมไปแตะที่ปกเสื้อของเขา ลากปลายนิ้วผ่านรอยแผลเป็นจางๆ ที่เกิดจากคมดาบที่นางจำได้ดีว่ามันเกิดขึ้นในศึกครั้งไหน “ความสงสัยนำไปสู่ความสนใจ และความสนใจ... มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะเสมอ ท่านไม่กลัวหรือ?” อวิ๋นเซียวไม่ตอบ แต่เขากลับกักตัวนางไว้ระหว่างโต๊ะทำงานกับร่างของเขา “หายนะเหรอ? สำหรับข้าที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบมาค่อนชีวิต... หายนะถือเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง” คำพูดที่โอหังของเขาทำให้เฟยหรงกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ นางแสร้งทำเป็นโน้มตัวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อหยั่งเชิง แต่เขากลับรุกคืบเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนกระทั่งปลายจมูกของคนทั้งสองสัมผัสกันเบาๆ กลิ่นกำยานมวลมหาเสน่ห์ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องราวกับกำลังมอมเมาผู้คน ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองเต้นรำไปตามจังหวะของการชิงไหวชิงพริบ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่รัวเร็วและหนักแน่นก็ดังก้องขึ้นขัดจังหวะ “ท่านแม่ทัพขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่ที่ค่ายทหารตะวันตก... มีสายลับถูกจับได้ และมันอ้างว่าได้รับคำสั่งมาจาก ‘คนใกล้ชิด’ ของพระชายา!” อวิ๋นเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่เคยจดจ้องเพียงเฟยหรงตวัดไปทางประตูด้วยความเดือดดาล ทว่าเขายังคงไม่ปล่อยมือจากเอวคอดของนาง มือที่บีบต้นแขนนางแน่นขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงเตือนว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องสะสาง เฟยหรงมองดูเหตุการณ์นั้นด้วยความนิ่งเฉยในใจ แผนการที่นางวางไว้กำลังเริ่มขยับตัว แต่ทว่า... ความอบอุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อจากการสัมผัสของอวิ๋นเซียวกลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของนางสั่นคลอนอย่างไม่น่าให้อภัย อวิ๋นเซียวละสายตาจากประตู แล้วหันกลับมามองเฟยหรงอีกครั้ง ประกายไฟในดวงตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้เป็นเพียงความสนใจ แต่เป็นความต้องการที่จะครอบครองนางให้เบ็ดเสร็จ “ข้าจะไปจัดการเรื่องนี้ แล้วข้าจะกลับมา... เพื่อให้เจ้าอธิบายเรื่องสายลับคนนั้นให้ชัดเจน” เขาสะบัดชายเสื้อแล้วเดินตรงไปที่ประตู แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นธรณีประตูไป อวิ๋นเซียวก็ชะงักและหันกลับมาเพียงครึ่งหน้า “อย่าคิดจะหนีไปไหน เฟยหรง เพราะไม่ว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่ในนรกขุมไหน... ข้าก็จะตามไปล่าเจ้ากลับมาให้ได้” เมื่อประตูห้องปิดสนิทลง เฟยหรงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยอาการเหนื่อยอ่อน นางยกมือขึ้นลูบตำแหน่งหัวใจที่ยังคงเต้นระรัวผิดจังหวะ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังของม่านบังตาภายในห้อง... มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของแม่ทัพอวิ๋นเซียว แต่มันคือเสียงก้าวเดินที่นางจำได้ดีว่าเป็นของคนผู้หนึ่งที่ควรจะตายไปนานแล้ว “ดูเหมือนว่า ‘เหยื่อ’ ของเจ้า จะเริ่มเข้าใกล้ความจริงเกินไปแล้วนะ พะย่ะค่ะ... ฝ่าบาท” ร่างในเงามืดก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้เฟยหรงต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ กุหลาบหนามเงินขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดหักเหที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ไปพร้อมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%