“ฝังข้าด้วยมือท่านงั้นหรือ? ช่างเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจเสียจริง ท่านแม่ทัพ”
เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานด้วยร่องรอยของการเยาะหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับไปทั่วโถงพระราชวัง ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าอวิ๋นเซียวไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากเงามืดของเสาต้นใหญ่ แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานสูงเผยให้เห็นใบหน้าที่ควรจะเน่าเปื่อยใต้ผืนดินมานานนับทศวรรษ แต่วันนี้กลับปรากฏอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
อวิ๋นเซียวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ดาบในมือสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม หัวใจของบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อคมหอกคมดาบในสนามรบกำลังเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดชีวิต นั่นคือความหวาดกลัว
“เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่...” อวิ๋นเซียวเค้นเสียงถาม เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ “ข้าเห็นลมหายใจสุดท้ายของเจ้า... ข้าเห็นดินที่กลบฝังร่างของเจ้ากับตา!”
หลินเฟยหรงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมมืดของระเบียงยกยิ้มที่มุมปากอย่างแผ่วเบา นางไม่ได้ขยับกายเข้าไปขัดจังหวะ ปล่อยให้ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนี้กัดกินจิตใจของอดีตคนรักที่เคยหักหลังนางอย่างเลือดเย็น แผนการที่นางวางหมากไว้นานนับปี เริ่มส่งผลให้บัลลังก์ที่เคยตั้งตระหง่านต้องสั่นคลอนลงจากภายใน
“ในโลกนี้มีสิ่งหนึ่งที่ท่านไม่เคยเข้าใจ ท่านแม่ทัพ” ชายผู้นั้นหยุดฝีเท้าลง ห่างจากปลายดาบของอวิ๋นเซียวเพียงไม่กี่คืบ “นั่นคือ... คนที่ถูกความแค้นหล่อเลี้ยงจนกลายเป็นปีศาจ ไม่มีวันตายง่ายๆ เพียงเพราะถูกฝังไว้ใต้ดินหรอก”
อวิ๋นเซียวคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง เขากระชับดาบแน่นหมายจะพุ่งเข้าฟาดฟัน แต่ทว่า... จู่ๆ พลังลมปราณในกายเขากลับวูบดับลง ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากลับอ่อนแรงลงฉับพลัน เขาทรุดเข่าลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ เลือดสีดำคล้ำไหลซึมออกจากมุมปาก
“ท่านวางยาพิษข้า...” อวิ๋นเซียวเงยหน้ามองหลินเฟยหรงที่ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดด้วยท่าทางสง่างามดั่งนางพญา ชุดสีเลือดของนางสะท้อนกับแสงไฟราวกับกำลังเริงระบำบนซากปรักหักพังของอำนาจเก่า
หลินเฟยหรงก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมองมดปลวก “การเปลี่ยนผันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะใครคนหนึ่งหวนคืนมาจากความตายหรอกนะท่านอวิ๋นเซียว แต่มันเกิดขึ้นเพราะผู้ที่เคยถูกกระทำ... ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เป็นเหยื่อของใครอีกต่อไป”
นางเอื้อมมือไปเชยคางบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดดวงใจของนางขึ้นมา แววตาของอวิ๋นเซียวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน แต่สิ่งที่หลินเฟยหรงเห็นในดวงตาคู่นั้นกลับเป็นความโหยหาที่น่าสมเพช
“ทำไม...” เขาถามสั้นๆ
“เพราะในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีที่ว่างให้กับความรักที่เปื้อนเลือด” นางกระซิบชิดใบหูของเขา เสียงของนางเย็นเฉียบจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูก “ท่านบอกว่าฝังข้าไว้เมื่อสิบปีก่อน แต่ท่านลืมไปหรือเปล่าว่า... ในการฝังศพนั้น ท่านเองก็นำหัวใจของตัวเองลงไปฝังด้วยตั้งแต่วันนั้นแล้ว”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองทหารรักษาพระองค์จำนวนมากก็ดังกึกก้องมาจากภายนอกโถงพระราชวัง ประตูไม้แกะสลักถูกถีบออกอย่างแรง บรรดาเหล่าขุนนางที่เคยสนับสนุนอวิ๋นเซียวต่างกรูเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงักคือภาพของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังคุกเข่าอยู่แทบเท้าของสตรีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในเวลานี้
“ท่านแม่ทัพ!” หัวหน้าองครักษ์อุทานด้วยความตระหนก “เกิดอะไรขึ้น!”
หลินเฟยหรงหันกลับไปเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางด้วยท่าทีสุขุม นางไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังประกาศอาณัติใหม่ที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้
“แม่ทัพอวิ๋นเซียวลอบวางแผนก่อกบฏหมายสังหารข้าในยามวิกาล” เสียงของนางกังวานและเฉียบขาด “บัดนี้ข้าได้ปลดเขาจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น และส่งตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอการไต่สวนในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน!”
“ใครที่คิดจะขัดขวาง... เชิญก้าวออกมา!”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถง ไม่มีใครกล้าส่งเสียง แม้แต่เหล่าขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายอวิ๋นเซียวต่างก็ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว อวิ๋นเซียวพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับถูกชายปริศนาคนเดิมเหยียบไหล่กดลงไปบนพื้นอีกครั้งด้วยแรงมหาศาล
“เจ้า... เจ้าคือ...” อวิ๋นเซียวเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่แท้จริงของชายปริศนาภายใต้แสงไฟที่สว่างวาบขึ้นในทันใด
เขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘รัชทายาท’ ผู้ที่ทุกคนต่างคิดว่าสิ้นพระชนม์ไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน!
รัชทายาทกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปประสานสายตากับหลินเฟยหรงที่ยืนอยู่เคียงข้าง “ดูเหมือนว่าความลับของวังหลวงจะถูกเปิดเผยออกมาในคราวเดียวเลยนะ เฟยหรง... เจ้าพร้อมหรือยังที่จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่เลือดในนั้นยังไม่แห้ง?”
หลินเฟยหรงไม่ตอบ แต่นางเดินตรงไปยังบัลลังก์ทองคำที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า สายตาของนางเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่เปลี่ยนเป็นความทะเยอทะยานอันไร้ที่สิ้นสุด นางวางมือลงบนพนักพิงของบัลลังก์นั้น ก่อนจะหันกลับมามองเหล่าขุนนางที่คุกเข่าลงต่อหน้านางด้วยความจำนน
แต่ในวินาทีที่นางกำลังจะหย่อนกายลงนั่ง เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเย็นเยียบก็ดังแทรกขึ้นมาจากเงามืดด้านหลังบัลลังก์! มันไม่ใช่เสียงของอวิ๋นเซียว ไม่ใช่เสียงของรัชทายาท และไม่ใช่เสียงของใครที่นางรู้จัก... เป็นเสียงของบุคคลที่ควรจะตายไปพร้อมกับความลับของราชวงศ์เมื่อร้อยปีก่อน!
“บัลลังก์นี้น่ะ... ไม่ได้เป็นของพวกเจ้ามาตั้งแต่ต้นแล้วนะแม่หนูน้อย”
กุหลาบหนามเงินหวังว่าตอนที่ 41 นี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับแผนการอันซับซ้อนของหลินเฟยหรงเสมอมาค่ะ
บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 41
การเปลี่ยนผัน
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!