"เจ้าคิดว่าอำนาจในมือที่สั่นเทาของเจ้าจะงัดข้อกับบัลลังก์ที่ข้านั่งมานับสิบปีได้งั้นหรือ เฟยหรง?"
เสียงสุ้มที่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งท่ามกลางฤดูหนาวของพระพันปีดังขึ้นภายในตำหนักจันทร์ฉาย บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนลมหายใจดูเหมือนจะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย หลินเฟยหรงยืนนิ่ง สายตาของนางจ้องมองไปยังแผ่นหลังของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่กำลังบรรจงวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะไม้หอมอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับกำลังวางหมากต้อนศัตรูให้จนมุม
เฟยหรงไม่ได้ตอบทันที นางเพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย นางรับรู้ได้ถึงสัมผัสของเหล่าองครักษ์นับสิบที่ยืนตรึงกำลังอยู่นอกหน้าต่าง กลิ่นอายของความตายและแผนร้ายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"พระพันปีทรงกล่าวเกินไปแล้วเพคะ" เฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หม่อมฉันเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานที่ท่านวางเอาไว้ จะกล้าอาจหาญถึงขั้นขัดขืนราชโองการได้อย่างไรกัน เพียงแต่... เบี้ยตัวนี้อาจจะไม่ได้เดินไปตามช่องที่ท่านขีดเส้นไว้เสมอไปหรอกนะเพคะ"
พระพันปีแค่นหัวเราะ แววตาดุดันนั้นวาวโรจน์ด้วยความเกลียดชังที่ปิดไม่มิด "งั้นเจ้าก็จงอยู่ที่นี่เถิด กักบริเวณตนเองในตำหนักที่เจ้าหลงรักนักหนานี้ หากก้าวเท้าออกมาเพียงครึ่งก้าว หัวของเจ้าจะไม่ได้อยู่บนบ่าให้ได้ใช้ความคิดอันชั่วร้ายอีกต่อไป"
เสียงประตูดังลั่นพร้อมกับการลงกลอนจากภายนอก เฟยหรงไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเดินไปทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปลายนิ้วเรียวสวยลูบไล้ไปตามขอบถ้วยชาที่เย็นชืด นางรู้ดีว่านี่คือกรงขังที่มองไม่เห็น แต่ในกรงที่ไร้ทางออกนี้เอง คือที่ที่นางจะใช้ถักทอใยแมงมุมผืนใหม่ขึ้นมา
ในค่ำคืนที่ความเงียบงันกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เฟยหรงหยิบม้วนกระดาษลับออกมาจากใต้ฐานเชิงเทียน ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความกระหายในการล้างแค้น
‘แม่ทัพอวิ๋นเซียว... ท่านจะทำอย่างไร หากรู้ว่าหญิงที่ท่านเคยผลักไสให้ไปตาย กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ในขณะที่นางถูกขังอยู่ในกรงที่ท่านมีส่วนร่วมในการสร้าง?’
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก หัวใจของเฟยหรงเต้นรัวด้วยจังหวะที่ผิดไปจากปกติ นางขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ กระชับอาภรณ์ให้เข้าที่ แม้นางจะถูกสั่งกักบริเวณ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่ข้างนอกจะบุกเข้ามาไม่ได้ โดยเฉพาะบุรุษผู้นั้น
"เปิดประตู" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจสั่งการจากภายนอก เป็นน้ำเสียงที่นางคุ้นเคยจนสลักลึกเข้าไปในกระดูกสันหลัง
เหล่าองครักษ์หน้าประตูรีบก้มหัวลงด้วยความเกรงกลัว "ท่านแม่ทัพ... พระพันปีมีราชโองการให้กักบริเวณพระสนมหลิน ห้ามผู้ใดเข้าพบโดยเด็ดขาดขอรับ"
อวิ๋นเซียวไม่ตอบโต้ด้วยวาจา แต่เสียงดาบที่ถูกชักออกจากฝักเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้คนทั้งหน้าประตูตัวสั่นสะท้าน เขาเดินผ่านเงาไม้เข้ามาสู่เขตพระราชฐานชั้นใน สายตาคมกริบของเขามองผ่านบานหน้าต่างที่แง้มอยู่เล็กน้อย สบเข้ากับดวงตาคู่สวยของเฟยหรงที่ยืนรออยู่ในเงามืดของห้อง
"เจ้าโง่กว่าที่ข้าคิดไว้เยอะนะ เฟยหรง" อวิ๋นเซียวเอ่ยเสียงเย็นขณะที่เขายืนอยู่ห่างจากนางเพียงแค่บานหน้าต่างคั่นกลาง "ยอมถูกขังเป็นนกในกรงเพื่อรอความตายเนี่ยนะ?"
เฟยหรงขยับยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ นางเดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุรุษที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา "นกในกรงตัวนี้แหละท่านแม่ทัพ ที่จะจิกกัดหัวใจของคนที่ขังมันจนขาดรุ่งริ่ง... ท่านกลัวหรือ?"
อวิ๋นเซียวชะงักไปชั่วครู่ มือหนาของเขาเอื้อมแตะที่บานหน้าต่าง ก่อนจะดันมันออกด้วยแรงมหาศาลจนกลอนประตูที่ขัดอยู่หลุดกระเด็น เขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับจะสูบเอาอากาศหายใจไปจนหมดสิ้น แต่เฟยหรงไม่ถอยหนี นางกลับเป็นฝ่ายก้าวเข้าหาจนแผ่นอกของเขาปะทะกับไหล่บาง
"ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้า" เขากระซิบชิดใบหูนาง ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้ขนอ่อนลุกชัน "ข้ามาเพื่อเตือน... ว่าเกมที่เจ้ากำลังเล่นอยู่นี้ ต่อให้เจ้าชนะ เจ้าก็จะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจนไม่เหลือแม้แต่เศษซากของวิญญาณ"
เฟยหรงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แต่มันกลับฟังดูขื่นขมและเย้ยหยัน "วิญญาณของข้าถูกท่านสังหารไปตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ท่านแม่ทัพ... ในเมื่อข้าไม่มีสิ่งใดให้เสียอีกต่อไป ท่านคิดว่าข้ายังต้องกลัวสิ่งใดอีกหรือ?"
นางยกมือขึ้นแตะที่รอยแผลเป็นจางๆ บนใบหน้าของเขา สายตาที่เย็นชาของอวิ๋นเซียวสั่นไหววูบหนึ่งอย่างไม่อาจควบคุมได้ ในขณะที่เขาจะจับมือของนางไว้ แรงสั่นสะเทือนจากระเบิดควันก็ดังสนั่นขึ้นจากทิศทางของตำหนักพระพันปี ตามด้วยเสียงร้องโวยวายของทหารรักษาการณ์ที่ตะโกนก้องไปทั่ววังหลวง
อวิ๋นเซียวชักกระบี่ออกมาทันที สัญชาตญาณนักรบเตือนว่านี่คือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เขาหันกลับมามองเฟยหรงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดระแวง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาต้องหยุดนิ่งไปทันที เมื่อเฟยหรงไม่ได้มีท่าทีตกใจแม้แต่น้อย นางกลับก้าวถอยหลังไปนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ พร้อมกับถือจอกชาที่เพิ่งรินเสร็จเรียบร้อย
"ดูเหมือนว่า... กรงขังนี้จะไม่ได้ขังแค่ข้าเสียแล้วนะท่านแม่ทัพ" เฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับเหตุการณ์วุ่นวายภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาง "เพราะในตอนนี้... แม้แต่ท่านเองก็หนีออกไปจากตำหนักนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
ทันใดนั้นเอง ประตูตำหนักก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของใครบางคน และสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังเงาของบุรุษที่ก้าวเข้ามานั้น คือร่างของพระพันปีที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนพร้อมรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวขององครักษ์เงาที่เคยเป็นคนสนิทของตัวนางเอง!
กุหลาบหนามเงินหวังว่ารี้ดทุกท่านจะได้รับอรรถรสแห่งความเข้มข้นในบทนี้ และพร้อมที่จะลุ้นไปกับชะตากรรมของนางเอกของเราในตอนถัดไปนะคะ
บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 28
กรงขังที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!