บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 48

แผนลวงโลก

ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
คราบเลือดสีเข้มบนพื้นหินอ่อนถูกราดทับด้วยน้ำมันสนกลิ่นฉุน กลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดินผสมปนเปกับกลิ่นไหม้เกรียมของเนื้อหนังที่ถูกทำลายจนจำเค้าเดิมไม่ได้ นั่นคือ ‘หลักฐาน’ ชิ้นสำคัญที่จะทำให้ทั่วทั้งราชสำนักปักใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา ว่าหลินเฟยหรง สตรีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจของทุกคน ได้จบชีวิตลงอย่างอนาถในกองเพลิงมรณะแห่งนี้แล้ว “ทุกอย่าง… เรียบร้อยดีใช่ไหม?” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น ท่ามกลางเงาสลัวของคบเพลิง ร่างระหงในชุดผ้าแพรสีดำสนิทปักลายดอกกุหลาบหนามเงินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังม่านเหล็กหนาทึบ ดวงตาคู่คมกริบราวกับใบมีดหะชาติตวัดมองซากศพไร้วิญญาณที่ถูกสับเปลี่ยนอย่างแนบเนียน นางไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย กับการต้องใช้ ‘ศพไร้ญาติ’ มาเป็นตัวตายตัวแทนเพื่อแลกกับอิสรภาพอันหอมหวาน “เรียนคุณหนู… ร่างนั้นถูกเผาจนไหม้เกรียมเกินกว่าจะพิสูจน์อัตลักษณ์ได้แล้วขอรับ ต่อให้เป็นหมอชันสูตรมือหนึ่งแห่งราชสำนัก ก็ไม่มีทางแยกแยะออกว่าเป็นใคร นอกจากท่านหญิงเฟยหรง” เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์เงาเอ่ยตอบด้วยความเคารพ พร้อมกับคุกเข่าลงแทบเท้า หลินเฟยหรงแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและผู้คนที่เคยพยายามจะบดขยี้ให้นางแหลکสลาย “ดี… ให้พวกมันคิดว่าข้าตายไปแล้ว ยิ่งพวกมันโล่งใจมากเท่าไหร่ ความประมาทก็จะยิ่งกัดกินพวกมันมากเท่านั้น” นางกวาดสายตามองไปรอบห้องใต้ดินอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมแล้วหันหลังเดินเข้าสู่ความมืดมิดเบื้องหน้า ทว่า ในขณะที่ก้าวเดินผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ ร่างสูงใหญ่คุ้นตาในชุดเกราะทหารสีนิลก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน อวิ๋นเซียว! แม่ทัพใหญ่ผู้เย่อหยิ่งและดุดัน ดวงตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ด้วยความระแวงระ쿵 ร่างกายกำยำแผ่ซ่านไอสังหารที่น่าหวาดหวั่น เขากวาดสายตามองสภาพห้องใต้ดินที่คละคลุ้งไปด้วยควันไฟ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างระหงของสตรีตรงหน้า “เจ้ากำลังจะไปไหน... เฟยหรง” น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและแหบพร่า มันไม่ใช่เสียงตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นเคย หากแต่เต็มไปด้วยความสั่นไหวบางอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำอธิบายได้ หลินเฟยหรงหยุดฝีเท้าลงอย่างเยือกเย็น นางไม่แม้แต่จะหันกลับไปสบตาเขาในทันที ความนิ่งงันของนางทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก “ท่านแม่ทัพอวิ๋น… ท่านควรจะไปร่วมงานไว้อาลัยให้แก่ ‘ข้า’ ที่ศาลาว่าการกลางเมืองมิใช่หรือคะ? มาเดินเพ่นพ่านอยู่ในคุกใต้ดินที่อับชื้นเช่นนี้ เกรงว่าจะเสียเกียรติยศอันสูงส่งของท่านเปล่าๆ” คำพูดเชือดเฉือนถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่กลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังอย่างจัง อวิ๋นเซียวขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมา เขาก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวบางไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากเผลอปล่อยมือเพียงนิดเดียว ภาพตรงหน้าจะสลายหายไปราวกับควันไฟ “ข้าไม่เชื่อ…” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว “ศพในกองเพลิงนั้น... ข้ารู้สึกได้ว่าไม่ใช่เจ้า! เฟยหรง เจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกับข้าอีก?” หลินเฟยหรงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความตกใจที่ชายหนุ่มผู้นี้มีความรู้สึกไวต่อสัญชาตญาณถึงเพียงนี้ แต่นางฝึกฝนตนเองมามากพอที่จะเก็บซ่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยชาชา นางค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามและน่ากลัวในคราวเดียวกัน “ท่านรู้สึกได้กระนั้นหรือคะ? น่าขันสิ้นดี…” นางเอ่ยเสียงเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ “ในวันที่ข้าถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ในวันที่ท่านชี้ดาบมาที่คอของข้า เหตุใดท่านจึงไม่ใช้สัญชาตญาณนี้ปกป้องข้าเล่า ท่านแม่ทัพ?” คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของอวิ๋นเซียว ร่างกายของแม่ทัพผู้เกรียงไกรชะงักค้าง มือที่บีบข้อแขนของนางคลายออกโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดกลับยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้นราวกับไฟลามทุ่ง “ข้า…” อวิ๋นเซียวอ้าปากจะเอ่ยแก้ตัว แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาได้ “สายเกินไปแล้วค่ะท่านอวิ๋น” หลินเฟยหรงสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างไม่ใยดี นางก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “หลินเฟยหรงคนเดิม... ได้ตายไปในกองเพลิงนั้นแล้วจริงๆ เหลือเพียง ‘ปีศาจ’ ที่จะกลับมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างจากพวกมัน... และจากท่านด้วย” สิ้นคำพูดของนาง เสียงระฆังเตือนภัยจากด้านนอกก็ดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านเข้ามาทางช่องลมใต้ดิน ทันใดนั้น เงาร่างนับสิบของมือสังหารปริศนาก็พุ่งทะยานลงมาจากเพดาน หอบหิ้วดาบคมกริบพุ่งตรงเข้าใส่ทั้งสองคนโดยไม่ให้ตั้งตัว! อวิ๋นเซียวตวัดดาบประจำกายออกมารับการโจมตีอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณนักรบ เขาดึงร่างของหลินเฟยหรงเข้าหาตัวเพื่อปกป้องตามสัญชาตญาณดิบ “ระวัง!” ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงโลหะกระทบกันก้องกังวาน หลินเฟยหรงกลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง เมื่อเงาดาบเล่มหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านความมืดตรงมาที่แผ่นหลังของอวิ๋นเซียว นางกลับเป็นฝ่ายยกยิ้มกว้างขึ้น... และใช้มือเรียวผลักร่างของแม่ทัพหนุ่มให้พ้นวิถีดาบอย่างแม่นยำ พร้อมกับทิ้งตัวดิ่งลงสู่ช่องลับใต้พื้นหินที่เปิดออกอย่างไร้เสียง! “เฟยหรง—!” เสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนกและเจ็บปวดของอวิ๋นเซียวดังลั่นก้องคุกใต้ดิน ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งตามลงไป แต่ทว่า... เบื้องล่างกลับว่างเปล่า มีเพียงความมืดมิดอนธการและเสียงหัวเราะเยือกเย็นของสตรีที่สะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงจากขุมนรก — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — กุหลาบหนามเงิน
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%