“หากเจ้าคิดจะใช้ความไร้เดียงสาเป็นเครื่องมือในการไต่เต้าเข้าหาเตียงของสามีข้า เกรงว่าเจ้าคงต้องเตรียมใจรับความผิดหวังให้มากกว่านี้”
เสียงของหลินเฟยหรงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นน้ำแข็ง ดวงตาสีรัตติกาลของนางจ้องมอง ‘คุณหนูเหมยหลิน’ หญิงสาวจากตระกูลขุนนางตกอับที่พยายามใช้มารยาหญิงเข้าหาอวิ๋นเซียวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยสมเพช แก้วชาในมือเรียวบางถูกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อดีเสียงดัง ‘กริ๊ก’ แต่มันกลับดังก้องไปทั่วตำหนักจนข้ารับใช้ต่างก้มหน้าตัวสั่น
เหมยหลินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสะดุ้งสุดตัว นางพยายามปั้นหน้าซื่อ แสร้งทำเป็นน้ำตาคลอเบ้า มือบางสั่นเทาขณะจับชายผ้าเช็ดหน้า “ท่านหญิงเฟยหรง... ข้าเพียงแค่... ข้าเพียงแค่เป็นห่วงท่านแม่ทัพยามที่เขาต้องแบกรับภาระหนักหนา ข้าไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินตำแหน่งของท่านเลยแม้แต่น้อยนะคะ”
หลินเฟยหรงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะที่แสดงถึงความขบขัน แต่เป็นเสียงที่สะท้อนถึงการดูแคลนอย่างถึงที่สุด นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายหงส์บินว่อนดูสง่างามและทรงอำนาจ นางเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของหญิงสาวผู้กำลังเสแสร้ง ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูจนอีกฝ่ายขนลุกซู่
“ความห่วงใยของเจ้า... มันราคาถูกเกินกว่าจะนำมาวางในตำหนักของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ อวิ๋นเซียวไม่ใช่บุรุษที่โง่เขลาจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริงใจ และสิ่งใดคือ ‘เหยื่อ’ ที่ถูกร้อยเรียงมาเพื่อหวังลาภยศ”
“ท่านพูดแรงเกินไปแล้ว!” เหมยหลินพยายามรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นเถียง “ท่านอาจจะกุมอำนาจในจวนนี้ไว้ได้ แต่ท่านไม่มีวันกุมหัวใจของเขาได้ตลอดไปหรอกค่ะ คนอย่างท่านที่เอาแต่ใช้อำนาจกดขี่ วันหนึ่งท่านแม่ทัพจะต้องเบื่อหน่าย!”
ทันทีที่สิ้นคำพูด ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่เพิ่งกลับจากสนามรบก็ก้าวเข้ามาในตำหนัก อวิ๋นเซียวหยุดยืนอยู่ตรงประตู สายตาคมกริบของเขากวาดมองบรรยากาศที่คุกรุ่น เขาไม่ได้เอ่ยทักทายภรรยาที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่กลับจ้องมองไปยังเหมยหลินด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เหมยหลิน” เสียงทุ้มต่ำและดุดันของเขาทำให้หญิงสาวใจชื้นขึ้นมาทันที นางรีบยันกายลุกขึ้นทำท่าจะเดินเข้าไปหา แต่ทว่า...
“ข้า... ข้าเพียงนำสมุนไพรบำรุงกำลังมาให้ท่านแม่ทัพค่ะ ท่านหญิงดูเหมือนจะไม่เข้าใจความปรารถนาดีของข้าเลย” นางพูดพลางช้อนตาขึ้นมองอวิ๋นเซียวอย่างออดอ้อน
หลินเฟยหรงเพียงแค่ยืนกอดอก มองดูละครฉากนี้ด้วยความนิ่งสงบ นางไม่ได้โกรธ และไม่ได้หวาดหวั่น นางรู้ดีว่าในใจของอวิ๋นเซียวไม่ได้มีที่ว่างให้กับหญิงสาวไร้ค่าอย่างเหมยหลิน แต่สิ่งที่นางต้องการพิสูจน์ คือความเด็ดขาดของบุรุษที่นางเลือกแล้ว ว่าเขาจะเลือกรักษาระยะห่าง หรือจะปล่อยให้ ‘ศัตรูหัวใจ’ ได้ใจจนเสียระบบ
อวิ๋นเซียวก้าวเดินเข้ามาใกล้หลินเฟยหรงก่อนจะหยุดยืนเคียงข้าง กลิ่นอายดิบเถื่อนของชายชาตินักรบที่ติดตัวเขามา ทำให้คนในห้องรู้สึกหายใจติดขัด เขาเหลือบมองถ้วยสมุนไพรที่โต๊ะ แล้วแค่นยิ้มที่มุมปาก
“สมุนไพรของเจ้าข้าขอบใจ แต่ที่จวนแห่งนี้มีภรรยาข้าดูแลอยู่แล้ว นางจัดเตรียมทุกอย่างได้ละเอียดรอบคอบกว่าที่เจ้าคิด และที่สำคัญ...” อวิ๋นเซียวหยุดคำพูดไว้เพียงครู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบเอวบางของหลินเฟยหรงเข้าหาตัวอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความดุดันที่ส่งตรงถึงเหมยหลิน “นางไม่ชอบให้ใครหน้าไหนมาเสนอหน้าวุ่นวายในจวนแม่ทัพ หากเจ้ายังเห็นแก่ชีวิตที่เหลืออยู่ จงออกไป และอย่าได้กลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
เหมยหลินหน้าซีดเผือด นางตัวสั่นสะท้านเมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากอวิ๋นเซียว เขาไม่ได้พูดเล่น เขาไม่ได้หลงใหลในความงามที่เสแสร้งของนางแม้แต่น้อย ความพยายามทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
“แต่... ท่านแม่ทัพ...”
“เจ้าไม่ได้ยินที่สามีข้าบอกหรือ?” หลินเฟยหรงเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง “หากเจ้ายังรั้งอยู่ที่นี่ ข้าเกรงว่าทหารยามหน้าจวนอาจจะไม่ได้เชิญเจ้าออกอย่างสุภาพเหมือนที่ข้าทำในตอนนี้”
เหมยหลินจำต้องก้มหัวลงต่ำแล้วถอยกรูดออกจากตำหนักไปด้วยความอัปยศ เมื่อลับสายตาผู้คนแล้ว หลินเฟยหรงจึงค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอดของอวิ๋นเซียว นางถอนหายใจยาว แต่ทว่าแววตาของนางกลับไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
“ท่านทำเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ? หญิงสาวผู้น่าสงสารคนหนึ่ง...”
“อย่ามาเสแสร้งพูดประชดข้าเลย เฟยหรง” อวิ๋นเซียวคว้าข้อมือของนางไว้เบาๆ แววตาของเขาซับซ้อนขึ้น “เจ้ากำจัดนางได้โดยไม่ต้องลงมือเอง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าเรียกข้ามาที่นี่วันนี้ ใช่ไหม?”
หลินเฟยหรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพหนุ่มที่เปรียบเสมือนกรงขังและสรวงสวรรค์ของนางในเวลาเดียวกัน “ข้าได้ข่าวมาว่า... มีราชโองการลับส่งตรงจากวังหลวงถึงท่าน โดยที่ข้าไม่เคยรับรู้มาก่อน”
อวิ๋นเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาหายวับไปทันที เขาปล่อยมือจากนางและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความตึงเครียดเรื่องหญิงสาว กลายเป็นความหนาวเหน็บจากเรื่องทางการเมืองที่ซ่อนเร้น
“เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน?”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าขององครักษ์ผู้หนึ่งก็ดังขึ้นหน้าตำหนัก ก่อนที่เขาจะตะโกนเข้ามาด้วยเสียงที่ร้อนรน “ท่านแม่ทัพ! ทหารจากวังหลวงนำโดยขันทีคนสนิทของฝ่าบาทมาถึงที่หน้าจวนแล้ว! พวกเขาอ้างว่าได้รับพระบัญชาให้มาตรวจค้น... ตามหา ‘คนทรยศ’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในจวน!”
หลินเฟยหรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางไหววูบราวกับรับรู้ถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางหันไปสบตากับอวิ๋นเซียวที่กำลังทำหน้าเคร่งขรึมสุดขีด
“ดูเหมือนว่า ‘ศัตรูหัวใจ’ จะไม่ใช่ปัญหาเดียวที่เราต้องจัดการในวันนี้แล้วสินะคะท่านแม่ทัพ...”
กุหลาบหนามเงินหวังว่ารี้ดทุกท่านจะได้รับอรรถรสแห่งความเข้มข้นในบทนี้ และพร้อมที่จะลุ้นไปกับชะตากรรมของนางเอกของเราในตอนถัดไปนะคะ
บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม•ตอนที่ 37
ศัตรูหัวใจ
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดนางร้าย: ขอเกิดใหม่เป็นผู้คุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!