"ถ้าคุณยังเลือกที่จะเงียบ... ทุกอย่างที่เราสร้างมามันคงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้วนะคะ คีริน"
น้ำเสียงของรินลดาไม่ได้สั่นเครือ แต่มันราบเรียบและเย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิภายนอกหน้าต่างบานนั้น หิมะแรกของฤดูกาลกำลังโปรยปรายลงมาเคลือบกระจกให้ขาวโพลน แต่ภายในห้องสมุดเก่าแก่ของคฤหาสน์ตระกูลคีรินทร์ บรรยากาศกลับร้อนระอุราวกับมีเปลวเพลิงไร้ควันแผดเผา
คีรินชะงักมือที่กำลังถือแก้วชาอุ่นๆ เรียวิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาคมกริบที่เคยหมางเมินและซ่อนเร้นความลับนับร้อย ปัจจุบันกลับไหววูบอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มวางแก้วลงบนโต๊ะไม้สักทองอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการถ่วงเวลาเพื่อรวบรวมเศษซากความกล้าหาญที่หลงเหลืออยู่ในอกข้างซ้าย
"ผมไม่ได้เงียบเพราะไม่รู้สึกอะไรเลยนะครับ... ริน" คีรินเอ่ยเสียงพร่า ทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าผู้เป็นทั้งบาดแผลและยารักษาในคราเดียวกัน "แต่เพราะผมกลัว... กลัวว่าถ้าผมพูดความจริงออกไปทั้งหมด คุณจะยิ่งเดินหนีผมไปไกลกว่าเดิม"
"คุณคิดว่าตอนนี้ฉันยืนอยู่ตรงไหนล่ะคะ?" รินลดาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากบางเฉียบช่างขื่นขมและโดดเดี่ยว "ตลอดเวลาที่คุณเอาแต่ปกป้องความลับโง่ๆ นั่น เอาแต่ผลักไสฉันให้อยู่ในความปลอดภัยที่คุณขีดเส้นไว้ คุณเคยถามฉันสักคำไหมคะว่า... ฉันต้องการมันจริงๆ หรือเปล่า หรือฉันแค่ต้องการความจริง แม้ว่ามันจะแหลกสลายก็ตาม"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สะท้อนก้องในความอ้างว้าง รินลดาเบือนหน้าหนีไปมองหิมะโปรยปรายด้านนอก เธอเหนื่อยล้าเหลือเกินกับการต้องวิ่งไล่เงาของอดีต และเหนื่อยล้ากับการต้องพยายามอ่านใจผู้ชายที่กำแพงหนาเตอะคนนี้
ตั้งแต่คืนคริสต์มาสปีนั้น—คืนที่พรากพ่อแม่ไปจากอ้อมกอดและทิ้งปมปริศนาเรื่องอุบัติเหตุไว้เบื้องหลัง ชีวิตของเธอก็เหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขาดวิ่น และคีริน... บุคคลที่กุมกุญแจไขความจริงทั้งหมดไว้ กลับเลือกที่จะปิดปากเงียบภายใต้หน้ากากของความเย็นชา
แต่แล้ว... สัมผัสอุ่นจัดที่กุมลงบนหลังมือเรียวของเธอก็ทำให้รินลดาต้องสะดุ้งเล็กน้อย
คีรินก้าวเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ปลายนิ้วที่เคยเย็นเฉียบของเขาตอนนี้กลับอุ่นซ่าน แม้มันจะสั่นเทาเล็กน้อยก็ตาม รินลดากลั้นหายใจ เธอไม่ได้สะบัดมือหนี แต่ก็ไม่ได้ตอบสนอง ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เป็นพยานในการปะทะกันของหัวใจสองดวงที่ต่างมีรอยแผลเป็น
"มองหน้าผมหน่อยสิครับ... รินลดา" เสียงกระซิบของเขานุ่มนวลและเว้าวอน จนคนฟังเกือบจะใจอ่อนยวบ
หญิงสาวค่อยๆ หันกลับมาสบตา ประกายในดวงตาคู่สวยฉายแววตัดพ้ออย่างเด่นชัด และนั่นคือสิ่งที่ทำลายกำแพงสุดท้ายในใจของคีรินลงอย่างราบคาบ
"ผมขอโทษ..." คำพูดสามคำหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มผู้ที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร มันไม่ใช่คำแก้ตัว แต่มันคือการยอมจำนนต่อความรู้สึกที่แท้จริง "ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องเจ็บปวดกับความลับที่ผมแบกไว้... ผมคิดว่าการเก็บมันไว้คนเดียว จะทำให้คุณปลอดภัยจากอันตรายที่ผมเผชิญอยู่ แต่ผมลืมคิดไปว่า... การไม่มีคุณอยู่ข้างๆ ในโลกที่ปลอดภัยนั้น มันทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก"
รินลดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานเริ่มเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่อยู่ น้ำตากลุ่มหนึ่งคลอหน่วงขึ้นที่หน่วยตา แต่เธอกลั้นมันไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
"คุณมันเห็นแก่ตัวค่ะ คีริน" น้ำเสียงของเธอยังคงรักษาระดับความแข็งกร้าว แม้ว่าขอบตาจะเริ่มร้อนผ่าว "คุณตัดสินใจแทนฉันทุกอย่าง... คุณคิดว่าฉันเปราะบางนักหรือไงคะ?"
"เปล่าเลย..." คีรินส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขาลึกซึ้งและจริงจังจนรินลดาต้องหลบตา "ผมต่างหากที่เปราะบาง... ผมกลัวการสูญเสียคุณ ริน... ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมรู้ว่าอุบัติเหตุของพ่อแม่คุณเชื่อมโยงกับตระกูลของผม ผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้คุณอย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะผมละอายใจ... ละอายใจที่ตระกูลของผมอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณต้องโดดเดี่ยว"
ความจริงถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ความลับที่กัดกินหัวใจของคีรินมาแรมปีถูกวางลงตรงหน้า รินลารับฟังทุกถ้อยคำด้วยหัวใจที่กระหน่ำเต้น ความโกรธเคืองที่เคยสุมอกค่อยๆ มลายหายไป เหลือเพียงความเข้าใจและความร้าวรานที่ตกตะกอนอยู่ก้นบึ้ง
ไม่มีใครผิด... และไม่มีใครถูก พวกเขาเป็นเพียงเหยื่อของโชคชะตาและเกมอำนาจของผู้ใหญ่ในอดีต
รินลดาสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นค่อยๆ คลายออก เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สะท้อนเงาของเธอเอง—เงาของผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ
"ถ้าอย่างนั้น..." รินลดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน "เลิกแบกมันไว้คนเดียวนะคะ คีริน... เรามาเริ่มใหม่อีกครั้ง... เริ่มต้นโดยไม่มีความลับระหว่างเราอีกต่อไป"
คีรินชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่แท้จริง รอยยิ้มที่หายไปนานแสนนานตั้งแต่วันที่คืนคริสต์มาสอันมืดมนมาเยือน
มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่รินลดาสัมผัสได้ในค่ำคืนนี้ ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างทะนุถนอม ราวกับเธอกลัวว่าเธอจะสลายหายไปกับสายลมหนาว รินลดาซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยให้ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของเขาซึมซับความหนาวเหน็บในใจจนหมดสิ้น
ในที่สุด... กำแพงน้ำแข็งก็ละลายลง เหลือเพียงจังหวะหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย
ทว่า... ในขณะที่ความเงียบสงบและหวานล้ำกำลังโอบกอดพวกเขาทั้งคู่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่หน้าประตูห้องสมุด เสียงเคาะประตูสามครั้งดังสนั่นราวกับเป็นการประกาศศึก
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ตามด้วยเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกของบุคคลที่ควรจะอยู่ห่างไกลจากที่นี่นับร้อยไมล์ดังลอดเข้ามา
"โรแมนติกกันพอหรือยังครับ... คุณหนูรินลดา และคุณคีรินผู้ปกป้องความลับ?"
ดาวตกคืนคริสต์มาสขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 42
รอยยิ้มที่หายไปนาน
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!