คมกระบี่ที่จ่อติดอยู่ตรงซอกคอของคีรินไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับทอดมองรินลดาด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา รอยยิ้มหยันที่มุมปากของเงาลึกลับยังคงค้างอยู่ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของตัวเอง
“โรแมนติกกันพอหรือยังคะ... คุณหนูรินลดา และคุณคีรินผู้ปกป้องความลับ?”
เสียงทุ้มต่ำนั้นดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างของชายผู้มาเยือนที่ก้าวพ้นจากเงาสลัวของห้องใต้หลังคา แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบหน้าครึ่งซีก เปิดเผยรอยแผลเป็นลึกที่ลากยาวจากขมับลงมาถึงคาง มันคือหลักฐานยืนยันตัวตนของบุคคลที่รินลดาคิดว่าตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน
มือของหญิงสาวที่กำด้ามปากกาหมึกซึมสีดำสนิทสั่นเทาเล็กน้อย เธอลดปลายปากกาลงช้าๆ ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวต่อคมกระบี่ที่จ่อคีรินอยู่ แต่เป็นเพราะความจริงที่กำลังกระแทกเข้าใส่หน้าอย่างจัง บันทึกเล่มสีน้ำตาลเข้มที่วางอยู่ตรงหน้าถูกเปิดค้างไว้ที่หน้ากระดาษว่างเปล่าแผ่นสุดท้าย หมึกสีดำยังคงเปียกชื้นราวกับรอยน้ำตาที่เพิ่งร่วง I่น
“เธอไม่ควรกลับมาที่นี่... ลุงนากร” รินลดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ็บปวดระคนแค้นเคือง
นากรหัวנסในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดหู “กลับมาเพื่อทวงของที่ควรจะเป็นของฉันต่างหากล่ะ หลานรัก พ่อแม่ของเธอเอาความลับทั้งหมดลงโลงไปแล้ว แต่เธอกลับโง่เขลาเอาเรื่องพวกนั้นมาเขียนประจานตัวเองลงในสมุดบันทึกเล็งเห่วยนี่นะหรือ”
คีรินขยับตัวเล็กน้อย แม้จะตกเป็นรองในเชิงยุทธวิธี แต่แววตาของเขากลับปราศจากความตื่นกลัว เขาสบตากับรินลดานิ่งราวกับจะส่งผ่านความมั่นใจบางอย่างผ่านความเงียบงัน “คุณลืมไปแล้วหรือครับว่าความลับไม่ได้อยู่ในสมุดบันทึก... แต่อยู่ในใจคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก”
นากรหันขวับมามองคีริน ปลายกระบี่เปลี่ยนทิศทางมาจ่อที่อกเสื้อของชายหนุ่มแทน “ปากกล้าดีนี่ ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่ปล่อยให้ทุกอย่างพังทลาย คิดว่าฉันจะปล่อยให้แกเดินออกไปจากที่นี่พร้อมกับความจริงงั้นรึ?”
รินลดาไม่รอให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านั้น นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ได้หันไปมองสองชายหนุ่มที่กำลังยื้อแย่งชะตากรรมกันอยู่ สายตาของเธอกลับแน่วแน่อยู่บนหน้ากระดาษสีเหลืองนวลแผ่นสุดท้าย น้ำหมึกสีเข้มจรดลงบนกระดาษอย่างมั่นคง เสียงเขียนหวาดกระดาษดังแผ่วเบาแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอก
*“วันที่ยี่สิบสี่ธันวาคม... ค่ำคืนที่หิมะโปรยปรายและความจริงถูกเปิดเผย ข้าพเจ้า รินลดา ขอใช้ปลายปากกานี้ในการปิดฉากเรื่องราวทั้งหมดแต่เพียงเท่านี้ ไม่มีการแก้แค้น ไม่มีการหลบหนี มีเพียงความจริงที่จะคงอยู่เป็นตราบาปของผู้ที่ยังมีลมหายใจ”*
“เธอทำบ้าอะไรของเธอ!” นากรตะคอกลั่นเมื่อสังเกตเห็นการกระทำของหญิงสาว เขาผลักคีรินจนเซถอยหลังแล้วพุ่งตัวเข้ามาหารินลดา หมายจะชิงสมุดบันทึกเล่มนั้นไปจากมือ
ทว่า รินลดาเร็วกว่า เธอฉีกกระดาษหน้าสุดท้ายนั้นออกจากสันสมุดด้วยความเด็ดเดี่ยว ก่อนจะโยนสมุดบันทึกทั้งเล่มเข้าใส่กองไฟที่ยังคงคุโชนอยู่ในเตาผิงเบื้องล่าง เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกโชนขึ้นทันทีราวกับโหยหาอดีตอันดำมืด มันกลืนกินหน้ากระดาษนับร้อยที่บันทึกความเจ็บปวด ความลับ และความทรงจำของตระกูลให้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
“ไม่!” นากรคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด เขาพุ่งเข้ามาคว้าตัวรินลดาไว้ พร้อมกับจ่อคมกระบี่ติดกับลำคอระหงของเธอ “เธอเผามันทำไม! บอกฉันมาว่าซ่อนสำเนาไว้อีกที่ไหน!”
รินลดาแย้มยิ้มออกมา รอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่คีรินเคยเห็นมา แต่มันกลับเศร้าสร้อยและว่างเปล่าจนน่าใจหาย “ไม่มีสำเนาอะไรทั้งนั้นค่ะลุงนากร... ความจริงตายไปกับพ่อแม่ของฉันแล้ว และตอนนี้ มันก็กำลังจะตายไปพร้อมกับเราทั้งหมดนี่แหละ”
คีรินพุ่งเข้าชาร์จนากรจากด้านหลัง หมัดหนักๆ ซัดเข้าที่ใบหน้าของชายสูงวัยจนเซถอยหลัง เปิดโอกาสให้รินลดาหลุดพ้นจากการพันธนาการ ทว่า ในจังหวะที่ชุลมุนนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่บันไดวนด้านนอก ประตูห้องใต้หลังอาถูกถีบกระเด็นเปิดผางด้วยฝีมือของตำรวจนอกเครื่องแบบกลุ่มใหญ่
ทุกอย่างหยุดนิ่งลงในเสี้ยววินาที
นากรกวาดตามองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้งในขณะที่เขาถอยร่นไปAใกล้หน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นวิวของสวนสนปกคลุมด้วยหิมะด้านล่าง “คิดว่าพวกแกชนะแล้วงั้นรึ... เกมนี้ยังไม่จบหรอก รินลดา!”
สิ้นเสียงนั้น นากรก็ทิ้งตัวทะลุกระจกหน้าต่างออกไปท่ามกลางเศษแก้วที่กระจายเกลื่อน รินลดาหวีดร้องด้วยความตกใจ เธอกระโจนไปที่ขอบหน้าต่างแล้วมองลงไปเบื้องล่าง ทว่าท่ามกลางความมืดมิดและเกล็ดหิมะที่โปรยปราย กลับไม่มีเงาร่างใดๆ ตกลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่างเลย ราวกับว่าชายคนนั้นหายตัวไปในอากาศธาตุ
คีรินเดินเข้ามาโอบไหล่ที่สั่นเทาของหญิงสาวไว้แน่น ไออุ่นจากตัวเขาช่วยดึงสติรินลดาให้กลับคืนมา เธอก้มมองมือตัวเองที่เปื้อนคราบน้ำหมึกสีดำ ราวกับรอยเลือดที่ล้างไม่ออก
“เขาไปแล้ว...” เสียงของคีรินกระซิบอยู่ข้างหู น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่มั่นคง “ทุกอย่างจบลงแล้วจริงๆ ริน”
รินลดาส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเธอมองเลยผ่านไหล่ของคีรินไปยังโต๊ะทำงานตัวเดิมที่ตอนนี้ว่างเปล่า บนพื้นห้องใกล้กับกองไฟที่มอดดับ มีกระดาษแผ่นสุดท้ายที่เธอฉีกออกมาและยังไม่ได้เผาตกอยู่ แรงลมจากหน้าต่างที่แตก ธรรมชาติพัดพาให้แผ่นกระดาษนั้นพลิกคว่ำลงเผยให้เห็นข้อความที่เธอไม่ได้เป็นคนเขียน...
ข้อความลายมือตวัดหวัดและคุ้นเคยอย่างประหลาด เขียนทับลงไปด้านหลังกระดาษของเธอด้วยหมึกสีแดงสด
*“ขอบใจนะ... ที่ช่วยรวบรวมพวกมันมาไว้ที่เดียวกัน”*
รินลดาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งด้วยความหนาวเหน็บในคืนคริสต์มาส
****************************************
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวอันหนาวเหน็บและลึกลับนี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนสุดท้ายค่ะ — ดาวตกคืนคริสต์มาส
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 43
บันทึกในหน้าสุดท้าย
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!