กล่องไม้แกะสลักลายดาวหางที่ถูกปิดตายมานานนับปี ส่งเสียงกรอบแกรบเบาๆ ยามเมื่อรินลดากดฝาลงกลอนเป็นครั้งสุดท้าย เสียงนั้นแห้งแล้งและเด็ดขาดราวกับเสียงตัดขั้วหัวใจของเธอเอง เธอนั่งนิ่งอยู่บนพรมขนสัตว์สีครีมที่บัดนี้ไร้ซึ่งความอบอุ่น เหลือเพียงฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างตามลำแสงสีทองซีดๆ ซึ่งสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาปะทะกับพื้นห้องทำงานเก่าของคฤหาสน์ตระกูลอัคนี
คีรินยืนพิงกรอบประตู สายตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันเยียบเย็นคู่นั้นกวาดมองไปทั่วห้องโถงที่เคยเต็มไปด้วยเงาดำแห่งอดีต บัดนี้มันว่างเปล่า เหลือเพียงร่องรอยของเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวคล้ายผีดิบหลับใหล
"คุณแน่ใจแล้วเหรอคะ... ว่าเราจะไม่หันกลับมามองมันอีก" เสียงของรินลดาแหบพร่าเล็กน้อย เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเรียวบางปัดฝุ่นตามชายเสื้อกันหนาวสีเทาเข้มอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวอีกต่อไป มีเพียงความว่างเปล่าที่ผ่านการชำระล้างด้วยหยาดน้ำตามาจนหมดสิ้นแล้ว
คีรินไม่ตอบทันที ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างความหนาวเหน็บและกลิ่นกระดาษเก่าๆ ลอยแตะจมูก เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ แต่เป็นระยะทางที่พวกเขาต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการก้าวข้ามผ่านมันมาได้
"อดีตไม่ใช่บ้าน ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น คีรินยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนที่บัดนี้ซูบตอบลงไปถนัดตา "มันเป็นเพียงห้องกักขังที่เราหลอกตัวเองว่าปลอดภัย... แต่ประตูไม่ได้ลงกลอนมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก"
รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบเมื่อเห็นร่องรอยความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งของชายหนุ่ม เขาแบกรับความลับของตระกูล ความผิดบาปที่ไม่ได้ก่อ และคำสาปแห่งคริสต์มาสปีศาจนั้นมาเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะ... และเธอก็คือคนที่เข้ามาพังทลายกำแพงเหล่านั้นลง จนเหลือเพียงซากปรักหักพังแห่งความจริง
"ถ้าอย่างนั้น... ก็ไปกันเถอะค่ะ"
กระเป๋าเดินทางสองใบถูกลากผ่านพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด ทุกย่างก้าวที่เดินออกจากห้องโถงใหญ่เปรียบเสมือนการถอนรากถอนโคนความทรงจำอันเจ็บปวดทีละเส้น เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องกังวานไปทั่วคฤหาสน์ที่เคยเงียบงัน มันไม่ใช่เสียงแห่งความหวาดกลัวอีกต่อไป แต่เป็นเสียงประกาศอิสรภาพของวิญญาณสองดวงที่ได้รับการปลดปล่อย
เมื่อบานประตูไม้สักทองขนาดใหญ่ถูกผลักออก แรงปะทะจากโลกภายนอกก็กรูเข้ามาหา แสงแดดอุ่นๆ ในยามสายของฤดูหนาวไม่ได้ให้ความรู้สึกหนתเหน็บเหมือนเช่นเคย ไออุ่นจากธรรมชาติแตะต้องผิวหน้า ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีครามจัดไร้เมฆหมอก ไอน้ำค้างบนยอดหญ้าข้างทางกำลังระเหยกลายเป็นละอองบางเบาราวกับความฝันที่กำลังจะเลือนหาย
รถยนต์คันสีดำสนิทจอดรออยู่ตรงทางโค้งหน้าสวนสน คคนางค์ คนขับรถเก่าแก่ยืนรออยู่ข้างประตูปรถ มือเหี่ยวย่นตามวัยถือหมวกผ้าสักหลาดไว้แน่น ดวงตาฝ้าฟางมองตรงมาที่พวกเขาทั้งสองด้วยรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ไม่มีความลับ ไม่มีแผนการ และไม่มีความหวาดระแวงซ่อนอยู่
"รถพร้อมแล้วครับคุณคีริน... คุณรินลดา" เสียงแหบเครือเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
รินลดาหันกลับไปมองตัวคฤหาสน์หลังโตเป็นครั้งสุดท้าย โครงสร้างสีเทาทึบทะลายความงามสง่าลงเหลือเพียงความน่าเวทนาในสายตาเธอ หน้าต่างทุกบานดูคล้ายดวงตาดำมืดที่กำลังมองส่งพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีเสียงกระซิบ ไม่มีเงาดำปริศนา และไม่มีเสียงระฆังแห่งความตายอีกต่อไป
คีรินเปิดประตูรถให้หญิงสาว เธอก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังสีดำ เย็นเฉียบในวินาทีแรกสัมผัสแต่ไม่นานนักความอบอุ่นจากร่างกายของเธอก็แผ่ซ่านออกไป ชายหนุ่มก้าวตามขึ้นมานั่งเคียงข้าง ประตูรถปิดลง ตัดขาดเสียงลมหนาวภายนอกอย่างสิ้นเชิง
รถยนต์เคลื่อนตัวออกอย่างนิ่มนวล ล้อรถบดไปบนกรวดเม็ดเล็กๆ ตามทางลาดชันของหุบเขา ภาพของคฤหาสน์ตระกูลอัคนีค่อยๆ เล็กลงและลับตาไปหลังแนวสนสูงตระหง่าน รินลดาถอนหายใจยาวนานราวกับเพิ่งได้กลับมาหายใจอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เธอนอนพิงเบาะ หลับตาลง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดไหลรินออกไปกับแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์
"เราจะไปไหนกันคะ... หลังจากนี้" เธอเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ โดยไม่ลืมลืมตาขึ้นมามอง
คีรินหันมามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว มือหนาเอื้อมมาสัมผัสมือเรียวที่วางอยู่บนตัก สัมผัสอุ่นซ่านที่ถ่ายทอดหากันทำให้ความกังวลทั้งหมดมลายหายไป
"ไปที่ไหนก็ได้... ที่ไม่มีเงาของอดีตคอยไล่ล่าเราอีก" คีรินตอบเสียงนุ่ม แววตาคู่นั้นทอประกายความหวังที่รินลดาไม่เคยเห็นมาก่อน "โลกกว้างนักริน... และเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน"
รถยนต์วิ่งลัดเลาะลงมาจากภูเขา ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนจากป่าสนทึบเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวางและหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนกำลังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แสงแดดสาดส่องลงมาอาบไล้ผืนดินราวกับอวยพรให้การเดินทางครั้งนี้มีความหมาย
ทว่า... ในจังหวะที่รถกำลังชะลอความเร็วตรงทางแยกก่อนเข้าสู่ถนนใหญ่ สายตากลมโตของรินลดากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ริมรั้วกั้นทางโค้ง
ร่างนั้นสวมโค้ทสีดำสนิทและผ้าพันคอสีแดงสด... สีเดียวกันกับที่แม่ของเธอเคยสวมในวันที่เกิดอุบัติเหตุ
หัวใจของรินลดาหยุดเต้นไปชั่วขณะ มือที่กุมอยู่กับคีรินเย็นเฉียบลงทันที เมื่อร่างนั้นหันมาช้าๆ และเผยให้เห็นใบหน้าที่สะท้อนผ่านกระจกเงาด้านข้างของรถ... เป็นใบหน้าที่ถอดแบบมาจากเธอทุกระเบียดนิ้ว ทว่าริมฝีปากคู่นั้นกำลังยกยิ้มเหยียดหยัน พร้อมกับริมฝีปากที่ขยับเป็นคำพูดไร้เสียงว่า... *"เธอกหนีฉันไม่พ้นหรอก..."*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวอันหนาวเหน็บและลึกลับนี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนสุดท้ายค่ะ — ดาวตกคืนคริสต์มาส
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 44
แสงแดดอุ่นในวันลา
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!