รอยเปื้อนสีดำบนหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย ไม่ใช่หมึกที่หกเลอะเทอะ แต่คือรอยหยดของคราบน้ำตาที่แห้งกรังมาเนิ่นนาน
รินลดากวาดสายตามองสมุดบันทึกเก่าคร่ำคร่าเล่มนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสสันปกหนังที่เริ่มเปื่อยยุรัทธ์ ความเงียบงันภายในห้องสมุดโบราณของคฤหาสน์ตระกูลคีรินทร์ในยามวิกาลช่างหนักอึ้ง ราวกับกาลเวลาทั้งมวลหยุดนิ่งเพื่อรอคอยคำพิพากษาครั้งสุดท้าย ปมปริศนาอันยาวนานเกี่ยวกับการจากไปของบิดามารดา คดีความที่ถูกปิดตายด้วยเงื่อนงำ และความมืดมิดที่กัดกินหัวใจของเธอกับเขามาตลอด บัดนี้... ได้ถูกเปิดเผยจนหมดสิ้นเปลือกแล้ว
ไม่มีความโกรธแค้นหลงเหลือในแววตาคู่สวย มีเพียงความเวิ้งว้างที่ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง
“คุณยังจำสัญญาที่เราให้ไว้ใต้ต้นสนคริสต์มาสเมื่อปีกลายได้ไหมคะ”
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง คีรินก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของชั้นหนังสือ แสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านกระจกสีstained glass อาบไล้กรอบหน้าคมคายที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและเกราะกำบัง แต่วันนี้... ดวงตาคู่นั้นกลับสะท้อนภาพของเธอผู้เป็นดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในโลกอันหนาวเหน็บของเขา
รินลดาเงยหน้าขึ้นสบตา เข็มนาฬิกาแห่งความทรงจำหมุนวนย้อนกลับไปถึงค่ำคืนที่หิมะโปรยปราย ค่ำคืนที่พวกเขากอดประคองกันท่ามกลางพายุแห่งความหวาดระแวง คีรินในวันนั้นคือชายหนุ่มผู้แบกรับบาปกรรมของวงศ์ตระกูลไว้บนบ่า ส่วนเธอก็คือหญิงสาวที่วิ่งไล่ตามเงาของอดีตด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
“ฉันจำได้ค่ะ” รินลดาเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง “คุณบอกว่า... ถ้าเราผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ เราจะไม่ปล่อยมือจากกันอีก”
คีรินหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้เสียจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย มือหนายื่นออกมาช้าๆ ราวกับเกรงว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตา ปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนแก้มเนียนนุ่มอย่างทะนุถนอม รินลดากะพริบตาช้าๆ หลับตาลงรับสัมผัสแผ่วเบานั้น ปล่อยให้หยาดน้ำตาเม็ดสุดท้ายร่วงหล่นผ่านปลายนิ้วของเขา เป็นการชำระล้างความเจ็บปวดทั้งหมดให้ออกไปจากจิตวิญญาณ
ความมืดมิดในใจของคีรินไม่ได้หายไปเพราะปาฏิหาริย์ แต่มันสลายตัวลงเพราะความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้า และความรักที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเพชรเม็ดใด รินลดาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อภัยทานและการโอบกอดตัวตนที่แตกสลายของอีกฝ่าย คืออาวุธเดียวที่เอาชนะความโหดร้ายของโชคชะตาได้
“ความมืดมันน่ากลัวเสมอ... จนกระทั่งฉันได้พบคุณ” คีรินกระซิบชิดริมหีบฝีปาก ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้ม “ขอบคุณนะคะที่ดึงฉันกลับมาจากขอบเหวแห่งความบ้าคลั่ง”
“เราต่างหากที่ดึงกันและกันขึ้นมา” รินลดาลืมตาขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปาก “ไม่มีใครต้องจมอยู่ลำพังอีกแล้วค่ะ คีริน”
ริมฝีปากประกบเข้าหากันอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความเงียบงันและแสงจันทร์ที่ทอประกายเรืองรอง เป็นจุมพิตที่ไร้ซึ่งความเร่งร้อน แต่มันคือคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นยิ่งกว่าคำสาบานใดๆ บาดแผลในอดีตถูกเยียวยาด้วยความเข้าใจ ปมไหมที่เคยรัดรึงหัวใจถูกคลี่คลายออกทีละเปลาะ จนกระทั่งเหลือเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจสองดวงที่ประสานเป็นเสียงเดียวกัน
เมื่อพวกเขาผละออกจากกัน รินลดาก็หันกลับไปมองสมุดบันทึกเล่มนั้นอีกครั้ง เธอยื่นมือไปปิดมันลงสนิท พร้อมกับวางทับด้วยดอกกุหลาบสีขาวที่เพิ่งเด็ดมาจากสวนด้านนอก อดีตได้ถูกเก็บบันทึกไว้ในหน้ากระดาษแล้ว ส่วนปัจจุบันและอนาคต... เป็นของพวกเขาอย่างแท้จริง
นอกหน้าต่าง คืนวันคริสต์มาสยังคงดำเนินต่อไป หิมะโปรยปรายลงมาขาวโพลนปกคลุมผืนแผ่นดิน แต่ภายในห้องสมุดแห่งนี้ ไอร้อนจากหัวใจที่หลอมรวมกันได้ขับไล่ความหนาวเหน็บออกไปจนหมดสิ้น เงาจันทร์ที่เคยทาบทับลงมาด้วยความโศกเศร้า บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นแสงนวลตาที่ส่องนำทางชีวิตคู่นี้ไปสู่นิรันดร์
รักแท้ไม่ได้ทำให้โลกไร้ซึ่งอุปสรรค แต่มันมอบความกล้าหาญมากพอที่จะก้าวเดินผ่านความมืดมิดไปด้วยกัน... ตลอดกาล
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาวเหน็บและแสงอุ่นนี้มาด้วยกันจนถึงหน้าสุดท้ายนะคะ — ดาวตกคืนคริสต์มาส
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 45
เงาจันทร์ในใจนิรันดร์
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!