“หยุดโกหกตัวเองสักทีได้ไหมคะ คุณกรณ์!”
เสียงของเพียงขวัญสั่นพร่าท่ามกลางเสียงคำรามของพายุหิมะที่ปะทะกับโครงเหล็กของไซต์งานจนสั่นสะเทือนไปทั้งตึก เธอขว้างม้วนพิมพ์เขียวลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่าจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยประกายสดใสบัดนี้รื้นไปด้วยหยดน้ำ เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสลักจากน้ำแข็ง
กรณ์ไม่แม้แต่จะปรายตามองผลงานที่พังทลายอยู่บนโต๊ะ เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นเสยผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากการเดินทางมาตรวจสอบงานท่ามกลางสภาพอากาศวิกฤต สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ถูกม่านสีขาวโพลนของหิมะกลืนกินจนไม่เหลือเค้าโครงของทิวทัศน์ภายนอก
“ผมไม่ได้โกหก เพียงขวัญ... ผมแค่กำลังทำในสิ่งที่จำเป็น” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด
“จำเป็น? หรือแค่กลัวที่จะก้าวข้ามคืนวันที่ 24 ธันวาคมไปให้ได้กันแน่?” เธอสวนกลับทันควัน ขยับก้าวเข้าหาเขาอย่างไม่เกรงกลัว “คุณขังตัวเองไว้ในห้องทำงาน ขังตัวเองไว้ในแบบร่างที่ไร้ชีวิต และพยายามจะขังฉันเอาไว้ในแผนการที่ไม่มีที่ว่างให้ความรู้สึก... คุณคิดว่าการลบทุกอย่างทิ้งคือการแก้ปัญหาเหรอคะ?”
กรณ์แค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูเจ็บปวดมากกว่าเยาะเย้ย เขาหันกลับมาประจันหน้ากับเธอ ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้เพียงขวัญสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ไม่ใช่ความเย็นจากพายุ แต่มันคือความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นภายใน
“เธอไม่เข้าใจหรอก ขวัญ” เขาเรียกชื่อเล่นของเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบตอกกำแพงกั้นไว้อีกครั้ง “โลกของฉันมันหยุดหมุนไปตั้งแต่วันนั้น ทุกคนพยายามบอกให้ฉันเดินต่อ แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าในโลกของคนที่สูญเสียทุกอย่างไปในคืนที่ควรจะมีความสุขที่สุด... มันไม่มีทางออก”
เสียงโครมใหญ่ดังขึ้นจากด้านบน โครงหลังคาชั่วคราวสั่นสะเทือนก่อนจะทรุดตัวลงเล็กน้อยจากน้ำหนักของหิมะที่สะสมจนหนาจัด ทำให้ไฟในไซต์งานกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านหิมะเข้ามาเป็นระยะ
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุที่ดังอยู่ภายนอก เพียงขวัญทรุดตัวลงนั่งบนลังไม้ใกล้ๆ สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินผิวหนัง “ถ้าโลกของคุณหยุดหมุน... แล้วทำไมถึงยอมให้ฉันเข้ามาอยู่ในแบบแปลนนี้ล่ะคะ” เธอถามแผ่วเบา “ทำไมต้องเป็นฉันที่ต้องมารับรู้ความลับพวกนี้ ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันเดินจากไปเหมือนคนอื่นๆ ที่คุณผลักไส?”
กรณ์ชะงักไปชั่วครู่ เขาค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ เธอสังเกตเห็นแววตาที่ไหววูบในเงามืด มือหนาของเขาเอื้อมมาใกล้ราวกับจะสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่เขากลับชะงักและกำมือแน่น
“เพราะเธอ...” เขาเว้นจังหวะ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปะทะกับใบหน้าเธอ “เพราะเธอคือคนเดียวที่มองเห็นรอยร้าวในโครงสร้างที่ผมพยายามสร้างขึ้นมาปกปิดความเจ็บปวด... เธอไม่เคยกลัวที่จะแตกสลายไปกับผม ขวัญ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ผมกลัวคุณที่สุด”
เพียงขวัญเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ในดวงตาของเธอไม่ใช่ความสงสาร แต่มันคือความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เธอเอื้อมมือไปคว้ามือของเขาที่กำลังสั่นเทาเอาไว้ บีบมันเบาๆ เป็นการยืนยันถึงตัวตนที่ยังมีชีวิตอยู่
“ฉันไม่ได้กลัวการแตกสลายหรอกนะคะ ถ้าเราแตกสลายไปด้วยกัน... บางทีเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ อาจจะนำมาประกอบกันใหม่ให้กลายเป็นอะไรที่สวยงามกว่าเดิมก็ได้”
คำพูดของเธอราวกับกุญแจที่ไขล็อกในส่วนลึกที่สุดของกรณ์ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเธอ บนพื้นไซต์งานที่เย็นเยียบแต่กลับอบอุ่นขึ้นด้วยไออุ่นจากสัมผัสของกันและกัน ท่ามกลางพายุหิมะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนปิดตายทางออกทุกช่องทาง พวกเขาติดอยู่ที่นี่ด้วยกัน... ติดอยู่ในชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ขวัญ... ผมเคยคิดว่าถ้าผมเก็บความลับนี้ไว้คนเดียว เธอจะปลอดภัยจากเงาในอดีตของผม” กรณ์กระซิบเสียงเครือ เขาเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น เหตุการณ์ที่เขาไม่เคยเปิดปากพูดกับใครมาก่อน น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเมื่อพูดถึงกลิ่นควันไฟและเสียงระฆังวันคริสต์มาสที่กลายเป็นเสียงแห่งความตาย
ทว่า ในขณะที่เขากำลังเปิดเผยรอยแผลที่ลึกที่สุด พลันมีเสียงเคาะประตูเหล็กดังขึ้นอย่างหนักหน่วงสามครั้ง—*ตึง ตึง ตึง*
กรณ์และเพียงขวัญผงะออกจากกันทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เพราะไซต์งานนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงในพายุเช่นนี้ ไม่มีใครควรจะอยู่ที่นี่
“ใครน่ะ?” กรณ์ตะโกนถาม เสียงของเขาดูมั่นคงแต่แฝงด้วยความระแวดระวัง
ไม่มีเสียงตอบรับจากภายนอก มีเพียงเสียงลมพายุที่เงียบลงอย่างกะทันหัน จนกระทั่งบานประตูเหล็กที่ล็อกไว้อย่างแน่นหนาค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับเสียงเสียดสีของโลหะที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
ร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่หลังบานประตู ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนเข้ามากระทบแสงไฟฉายที่กรณ์รีบคว้าขึ้นมาส่อง ร่างนั้นสวมเสื้อโค้ทสีดำตัวยาวคุ้นตา และในมือข้างหนึ่งถือกล่องของขวัญผูกริบบิ้นสีแดงสดที่ดูใหม่สะอาดตา ราวกับเพิ่งถูกซื้อมาเมื่อครู่นี้เอง
“สุขสันต์วันคริสต์มาสล่วงหน้านะ... กรณ์” เสียงของผู้มาเยือนก้องกังวานขึ้น มันเป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานกว่าสิบปี เสียงของคนที่ควรจะจากโลกนี้ไปตั้งแต่วันที่เขาเสียครอบครัวไปในกองเพลิงคืนนั้น!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจของพวกเขาไปกับดาวตกคืนคริสต์มาสนะคะ
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 7
พายุหิมะนอกหน้าต่าง
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!