"คุณคิดว่าตัวเองกำลังปกป้องใครอยู่กันแน่คะ... กรณ์ หรือความผิดบาปในหัวใจของคุณเอง"
น้ำเสียงของเพียงขวัญไม่ได้ดัง แต่กลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนผิวกระจกใส รอยร้าวเล็กๆ ขยายตัวขึ้นในความเงียบงันของห้องทำงานที่ถูกปิดตายจากโลกภายนอก มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์วินเทจที่สาดส่องให้เห็นเงาสะท้อนความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของสถาปนิกหนุ่ม
กรณ์ชะงักมือที่กำลังถือแก้วกาแฟเย็นชืด นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการร่างแบบมานับร้อยนับพันครั้งเกร็งแน่นจนข้อต่อนูนขาว กลิ่นกระดาษไขและหมึกพิมพ์เก่าๆ อลวนอยู่ในอากาศรอบตัว แต่สิ่งที่หนักหน่วงกว่ากลิ่นอายเหล่านั้น คือแรงกดดันจากสายตาของมัณฑนากรสาวที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า เธอไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกครั้ง กลับกัน เธอก้าวเข้ามาชิดขอบโต๊ะทำงานไม้สักทอง จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอบางเบาราวกับอากาศธาตุ
เขายังคงนิ่งเงียบ ดึงหน้ากากความเยือกเย็นมาสวมทับไว้ตามสัญชาตญาณ แต่วันนี้... กำแพงที่เคยสร้างไว้มันร้าวลึกเกินกว่าจะประสานด้วยความเงียบได้อีกแล้ว
"คุณรื้อฟื้นทุกอย่างขึ้นมาทำไม เพียงขวัญ" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็ดลอดผ่านไรฟัน กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอดวงตาสีเข้มคู่นั้นไหววับอย่างปิดไม่มิด "บางเรื่อง... ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับซากปรักหักพัง น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ... เอ่อ... น่าจะดีกว่านะคะ" เขารีบเปลี่ยนคำพูดเกือบไม่ทันเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่ไม่เข้าปาก แต่สายตาของเพียงขวัญกลับไม่ได้สนใจความผิดพลาดเล็กๆ นั้น
"เพราะถ้าปล่อยให้มันตาย คุณก็จะตายไปพร้อมกับมันด้วยค่ะ" เพียงขวัญสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะลงบนขอบแก้วกาแฟที่เขากำอยู่ ค่อยๆ ออกแรงกดเพื่อให้เขายอมคลายมือออก "มองหน้าฉันสิคะกรณ์... คุณเกลียดฉันมากใช่ไหม ที่ฉันพยายามจะขุดคุ้ยอดีตที่คุณเอาแต่ฝังกลบมันไว้"
กรณ์เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สันรามคมชัดขึ้นตามแรงขบกราม เขาเบือนหน้าหนีไปยังบานหน้าต่างกระจกฝ้าที่หยดน้ำฝนเกาะพราว สะท้อนแสงไฟนีออนจากถนนเบื้องล่างจนพร่ามัว ภาพความทรงจำสีเลือดในคืนคริสต์มาสเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาทับซ้อน เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนน เสียงกระจกแตกละเอียด และกลิ่นควันไฟที่ยังคงติดอยู่ในจมูกทุกครั้งที่เขาหลับตา
"คุณไม่เข้าใจ... เพียงขวัญ" กรณ์พึมพำออกมาในที่สุด เสียงของเขาร่วงหล่นลงบนพื้นห้องราวกับเศษแก้วที่แตกกระจาย "คุณไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกของการเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต... มันทรมานแค่ไหน"
เพียงขวัญสะท้านเฮือก เธอลดมือลงจากแก้วกาแฟอย่างช้าๆ ความโกรธขุ่นเคืองในตอนแรกมลายหายไป เหลือเพียงความเจ็บปวดที่สะท้อนอยู่ในแววตาคู่สวยของเธอ
"ถ้าฉันไม่เข้าใจ แล้วใครจะเข้าใจคุณล่ะคะ" เธอทวนคำ เสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ "คุณคิดว่าฉันเข้ามาในชีวิตคุณเพื่อความสนุกเหรอคะกรณ์ คุณคิดว่าแบบนั้นจริงๆ เหรอ... ฉันเห็นคุณพยายามแบกรับความผิดที่ไม่ใช่ของคุณมาตลอด ฉันเห็นคุณยืนมองรูปถ่ายครอบครัวในห้องนั้นด้วยสายตาที่เหมือนคนตายทั้งเป็น... ฉันเจ็บแทนคุณนะคะ รู้บ้างไหม"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจกรณ์ กำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังครืนลงมาในพริบตา ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้ หลับตาแน่น ปล่อยให้ลมหายใจสั่นสะเทือนผ่านอกกว้างเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความอ่อนแอต่อหน้ามนุษย์ด้วยกัน
"คืนนั้น... ถ้าฉันไม่ชวนทุกคนออกไปกินมื้อค่ำนั้น..." กรณ์เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วง มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่เพียงขวัญไม่เคยเห็นมาก่อน "ถ้าฉันกลับถึงบ้านเร็วกว่านั้นสักนิด... แม่กับน้องก็คงไม่ต้องรอ... และคงไม่ต้องตายในกองเพลิงนั้น"
นี่คือปมมืดที่เขาไม่เคยเอ่ยปากบอกใคร ไม่เคยแม้แต่จะเขียนมันลงในสมุดบันทึก การแบกรับความรู้สึกผิดที่เป็น 'ต้นเหตุ' ทางอ้อมของการสูญเสีย พรากเอาความสดใสในวัยหนุ่มของเขาไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสถาปนิกผู้เย็นชาที่ใช้การทำงานหักโหมเพื่อลงโทษตัวเอง
เพียงขวัญก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอไม่ลังเลอีกต่อไป หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้ของเขา มือเรียวบางเอื้อมไปกุมมือที่เย็นเฉียบของกรณ์ไว้แน่น สัมผัสอุ่นจากเธอนำพาหยาดน้ำตาเม็ดแรกให้ร่วงหล่นจากหางตาของสถาปนิกหนุ่ม ผู้ชายที่เคยเข้มแข็งราวกับหินผา บัดนี้กลับร้องไห้ออกมาเงียบๆ ไร้เสียงสะอื้น มีเพียงไหล่กว้างที่ไหวโยนตามแรงอารมณ์
"มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยค่ะกรณ์... ไม่ใช่เลย" เพียงขวัญกระซิบชิดขอบมือของเขา เธอนำมือของเขามาแนบ1ข้างไว้ที่แก้มเนียนนุ่มของตัวเอง เพื่อให้เขารับรู้ถึงความมีชีวิตชีวาที่ยังคงอยู่ "คุณช่วยชีวิตคนอื่นมาตั้งมากมายผ่านงานออกแบบของคุณ แต่ทำไม... ทำไมคุณถึงใจร้ายกับตัวเองนักล่ะคะ"
กรณ์ลืมตาขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า แววตาที่เคยว่างเปล่าและเต็มไปด้วยหมอกควัน บัดนี้สะท้อนภาพใบหน้าของเธอที่เปื้อนคราบน้ำตาเช่นกัน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอซึมซับเข้ามาถึงหัวใจที่ด้านชา ทำให้เขารู้สึกได้อีกครั้งว่า... หัวใจดวงนี้ยังคงเต้นอยู่
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงฝนภายนอกพรำเบาลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน กรณ์ค่อยๆ ยกมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยปอยผมที่เคลียแก้มให้อย่างทะนุถนอม เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นฝ่ายยอมเข้าหา เป็นครั้งแรกที่เขายอมเปิดเปลือยบาดแผลเน่าเฟะในใจให้คนอื่นได้เห็น
"เพียงขวัญ..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอמהชื่อเธอ เบาหวิวราวกับกลัวว่ามันจะเป็นเพียงความฝัน "ถ้าฉันเริ่มใหม่... ถ้าฉันปล่อยมือจากอดีต... คุณจะยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหม"
เพียงขวัญยิ้มทั้งน้ำตา กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำสัญญาที่เขาโหยหา แต่ทว่า...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก.*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ท่ามกลางความเงียบสงัดยามดึกสงัดในสำนักงานที่ควรจะปิดทำการแล้ว ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ขณะที่เพียงขวัญหันไปมองประตูบานไม้ทึบด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด
ก่อนที่กรณ์จะทันได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูบานนั้นก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของหญิงสูงวัยในชุดโค้ทกันหนาวสีเข้มเปียกชื้น ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับใครบางคนที่ฝังอยู่ในความทรงจำสีเลือดของกรณ์ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของสถาปนิกหนุ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ไม่เจอกันนานเลยนะตากรณ์... ลูกชายแม่"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจของพวกเขาไปกับดาวตกคืนคริสต์มาสนะคะ
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 8
คำสารภาพในความเงียบ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!