เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 33

วันคริสต์มาสที่นองเลือด

ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
เสียงกระสุนปืนนัดแรกที่แผดก้องขึ้นในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์อัครเดช ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงระเบิดของดินปืน แต่มันคือเสียงคำรามที่ฉีกกระชากหน้ากากความสุภาพและงานเลี้ยงอันหรูหราให้พังครืนลงมาในพริบตาเดียว กลิ่นคาวสนิมเหล็กของเลือดที่เริ่มคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไวน์ชั้นดีและดอกไม้ตระการตาในเทศกาลคริสต์มาส สร้างความตื่นตระหนกจนแก้วคริสตัลในมือของแขกเหรื่อผู้สูงศักดิ์ร่วงหล่นแตกกระจาย เสียงกรีดร้องหวาดผวาประสานกันระงมราวกับฝันร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นกลางวันแสกๆ รินลดายืนตัวแข็งทื่อ หัวใจของเธอกระหน่ำรัวรากลองศึก คำพูดเยือกเย็นและสายตาที่เหยียดหยามของคีรินเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท *“ในเกมที่ต้องเอาชีวิตรอด ใครก็เชื่อใจไม่ได้ แม้แต่คนข้างๆ ตัวเธอเอง”* ประโยคบ้าบออะไรกัน... ในเมื่อวินาทีต่อมา ร่างสูงใหญ่ของคนที่เธอกล่าวโทษในใจกลับเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามากระชากแขนเธออย่างแรง แรงเหวี่ยงนั้นทำให้ร่างของเธอเซถลาไปกระแทกเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง ก่อนที่กระสุนนัดที่สองจะเฉี่ยวผ่านหัวไหล่ของเธอไปฝังอยู่กับผนังไม้สักทองด้านหลังอย่างฉิวเฉียด "ถ้าไม่อยากตายฟรี... ก็หุบปากแล้วก้มหัวลงซะ รินลดา" เสียงกระซิบที่ลอดผ่านไรฟันของคีรินไม่ได้มีความนุ่มนวลเลยสักนิด มีแต่ความร้อนรุ่มและแรงอารมณ์บางอย่างที่ระอุอยู่ใต้ความเย็นชา มือหนาของเขาข้างหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่นจนแทบจมหายไปในอ้อมแขน ขณะที่มืออีกข้างชักอาวุธปืนพกสีดำสนิทออกมาจากใต้สูทสั่งตัดอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับนักฆ่ามืออาชีพ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องโถงด้วยความระแวดระวัง ท่าทีที่เปลี่ยนจากคุณชายสำอางกลายเป็นนักล่าผู้ดุดันในเสี้ยววินาที ทำให้เธอมองเขาด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนตกตะลึง "คุณ... คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น?" รินลดาเค้นเสียงลอดไรฟันถาม แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะเฉียดตายแค่ไหน แต่ดวงตาคู่สวยของเธอก็ยังคงมีความดื้อรั้นและวาวโรจน์ เธอไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แม้กระทั่งในยามที่ปากกระบอกปืนกำลังจ่ออยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ตาม "ฉลาดเกินไปบางทีก็อายุสั้นนะ เด็กน้อย" คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง เขากดศีรษะเธอให้แนบลงกับอกของเขาเพื่อหลบวิถีกระสุนที่เริ่มสาดเข้ามาอย่างไร้ทิศทางจากระเบียงชั้นสอง "คิดว่าฉันพาเธอมางานนี้เพื่อกินเลี้ยงเฉลิมฉลองหรือไง? ฉันเตือนเธอแล้วว่าอย่าเข้ามาพัวพัน... แต่เธอมันดื้อรั้นเอง รินลดา!" "ฉันไม่ใช่เด็กของคุณนะ คีริน!" เธอสวนกลับทันควัน พร้อมกับใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่ชายโครงของเขาอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ในความปากร้ายและเผด็จการของเขา ต่อให้สถานการณ์จะคับขันแค่ไหน พ่อคุณก็ยังไม่วายหาเรื่องกวนประสาทเธอได้ คีรินสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเจ็บแปลบ แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย ซึนเดะเสียจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ มือหนาเปลี่ยนจากการโอบเอวมาเป็นการล็อกข้อมือเธอไว้แน่นไม่ให้ดิ้นไปไหน สายตาของเขามองตรงไปยังร่างของอัครเดชผู้เป็นพ่อเลี้ยง ที่บัดนี้กำลังยืนหัวเราะด้วยความสะใจท่ามกลางกลุ่มบอดี้ชายชุดดำที่ถือปืนกลออโตเมติก "พ่อเลี้ยง... เล่นใหญ่เกินไปหน่อยไหมครับ" คีรินตะโกนก้องท่ามกลางเสียงกรีดร้อง เสียงของเขาดังพอที่จะทะลุผ่านความโกลาหลไปถึงคนที่ยืนอยู่บนบันไดวน อัครเดชหันมามองลูกเลี้ยงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มเยาะเย้ย "แกมันก็แค่ลูกชุบที่ฉันเก็บมาเลี้ยง คีริน แกคิดว่าความลับเรื่องอุบัติเหตุเมื่อสี่ปีก่อนของพ่อแม่เจ้าเด็กนี่... จะถูกปิดตายไปตลอดกาลอย่างนั้นเหรอ? หึ! วันนี้คริสต์มาสทั้งที ฉันก็แค่อยากจัดงานศพหมู่ให้พวกแกสองคนพร้อมกันไปเลย!" อัครเดชตะโกนตอบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอำมหิตที่สะสมมานาน สิ้นคำประกาศนั้น ห่ากระสุนก็ถูกระดมยิงลงมาจากชั้นสองราวกับหามطر คีรินไม่รอช้า เขาดึงตัวรินลดาให้พุ่งหลบหลังเสาหินอ่อนขนาดใหญ่ได้อย่างเฉียดฉิว เศษปูนและสะเก็ดไฟจากการปะทะกันกระจายว่อน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยควันสีเทาและกลิ่นดินปืนที่แสบจมูก รินลดาหอบหายใจถี่กระชั้น หัวใจของเธอเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เมื่อครู่นี้... คำว่า *'อุบัติเหตุเมื่อสี่ปีก่อนของพ่อแม่เจ้าเด็กนี่'* วิ่งวนอยู่ในหัวของเธออย่างบ้าคลั่ง ความจริงที่เธอตามหามาตลอด ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของฆาตกรที่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน เธอนิ่งอึ้ง น้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอเบ้า แต่กลับถูกมืออุ่นของคีรินเอื้อมมาเช็ดออกอย่างเบามือ เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดท่ามกลางความโหดร้ายรอบตัว "อย่าร้องไห้ รินลดา... น้ำตาเก็บไว้ใช้ตอนที่เราลากคอมันมาลงโทษจะดีกว่า" คีรินกระซิบเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมปลาบที่มองเธอในตอนนี้ไม่มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความคลั่งรักและความมุ่งมั่นที่หนักแน่นจนเธอกลั้นหายใจ "คุณรู้อยู่แล้ว... คุณรู้เรื่องทั้งหมดมาตลอดใช่ไหม?" เธอกัดริมฝีปากแน่น ถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "อืม... ฉันรู้ และฉันกำลังจะจบมันให้เธอในคืนนี้แหละ" คีรินตอบเสียงเรียบ แต่แววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งการแก้แค้น เขาขยับตัวเตรียมพร้อมจะพุ่งออกไปเผชิญหน้ากับอัครเดช แต่ทว่า... *แกร็ก!* เสียงขึ้นลำกล้องปืนจากด้านหลังเสาหินอ่อนที่พวกเขาใช้กำบังดังขึ้นอย่างชัดเจน รินลดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเงาดำร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืด พร้อมกับปากกระบอกปืนสีเงินเงาวับที่จ่อตรงมาที่ศีรษะของคีรินพอดี "เกมยังไม่จบหรอกนะ... คุณชายคีริน" เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น ทำให้คีรินและรินลดาต้องชะงักค้างไปพร้อมกัน เมื่อแสงไฟจากโคมระย้าที่แกว่งไกวสาดส่องลงมายังใบหน้าของผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง รินลดาก็ต้องแทบหยุดหายใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก เมื่อบุคคลที่ถือปืนจ่อหัวคีรินอยู่ในตอนนี้... กลับไม่ใช่ลูกน้องของอัครเดช แต่เป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุดคนหนึ่งในบริษัทมาตลอดหลายปี "แก..." คีรินกัดฟันกรอด แววตาฉายแววความเจ็บใจอย่างปิดไม่มิด ขณะที่ปลายกระบอกปืนอีกกระบอกค่อยๆ เลื่อนมาจ่อที่ขมับของรินลดาเช่นกัน "ขอโทษด้วยนะริน... แต่เจ้านายใหม่ของฉันให้ราคาดีกว่าเยอะ" คนสนิทเอ่ยยิ้มๆ ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครอีกคนจะก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังพวกเขา พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่น่ากลัว "คิดว่าพาเด็กนี่หนีรอดไปได้คนเดียวหรือไง คีริน? แกประเมินฉันต่ำไปแล้ว..." ดาวตกคืนคริสต์มาสขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับเรื่องราวสุดเข้มข้นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%