"คุณไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ด้วยรองเท้าเปื้อนโคลนแบบนั้น"
รินลดาเอ่ยขึ้น เสียงของเธอราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสนิท ทว่าในแววตากลับวาวโรจน์ด้วยเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาผู้บุกรุกตรงหน้า เธอจ้องมองชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบที่เพิ่งก้าวผ่านธรณีประตูคฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธีเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ
ชายผู้นั้น—'ศิลา'—กระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาไม่ได้มีความเกรงใจเหลืออยู่เลย เขากวาดสายตามองไปรอบโถงรับแขกโอ่อ่า ราวกับกำลังประเมินราคาซากปรักหักพังที่เขาหมายตาจะครอบครอง
"บ้านหลังนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคนตายหรอกนะ รินลดา" เขากล่าวพลางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะเนิบนาบ "และสิ่งที่พ่อแม่เธอทิ้งไว้ให้... มันไม่ใช่สมบัติที่คนไร้นามอย่างเธอจะเก็บรักษาไว้ได้นานหรอก"
คีรินที่ยืนอยู่ข้างรินลดาขยับตัวเล็กน้อย สันกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนเด่น เขาก้าวขึ้นมาบังหน้ารินลดาไว้ครึ่งตัว แผ่นหลังกว้างของเขาสั่นสะเทือนด้วยความโกรธที่ถูกสะกดไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ของลุง" คีรินเอ่ยเสียงต่ำ "และถ้าลุงจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ผมยินดีที่จะรื้อฟื้นความจำให้ใหม่... โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ"
ศิลาหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะแห้งแล้งนั้นดังก้องไปทั่วโถงกว้าง เขาค่อยๆ ถอดถุงมือหนังออกทีละนิ้ว ดวงตาสีหม่นของเขาจับจ้องไปยังภาพวาดเก่าแก่ที่แขวนอยู่เหนือเตาผิง ภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่รินลดามองเห็นในฝันร้ายมาตลอดชีวิต
"ยี่สิบปีเหรอ?" ศิลาเดินเยื้องย่างเข้าไปใกล้ภาพวาดนั้น ก่อนจะใช้นิ้วชี้แตะกรอบรูปแผ่วเบา "ความผิดบาปไม่เคยมีวันหมดอายุหรอกนะคีริน โดยเฉพาะเรื่องของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครยอมพูดถึง... ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขออนุญาต แต่ฉันมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ฉันควรได้ตั้งแต่วันที่พวกเขาต้องตาย"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงทันที รินลดารู้สึกได้ว่าหัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความทรงจำเกี่ยวกับคืนวันคริสต์มาสปีนั้น—คืนที่เสียงเบรกดังสนั่นประสานกับเสียงกรีดร้องและแสงไฟที่พร่าเลือน—ฉายชัดขึ้นมาในสมองเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกกรอกลับมาฉายใหม่
"คุณหมายความว่ายังไง" รินลดาเค้นเสียงถาม มือของเธอสั่นเทาจนต้องกำชายเสื้อคลุมแน่น "อุบัติเหตุที่พ่อแม่ฉันเจอ... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเหรอ?"
ศิลาหันกลับมา แววตาของเขาไร้ซึ่งความสงสาร เขามองรินลดาเหมือนมองมดปลวกที่กำลังจะถูกเหยียบซ้ำ "คำถามของเด็กน้อย... ถ้าอยากรู้ความจริง ก็ควรจะรู้ด้วยว่าความจริงบางอย่างมันหนักเกินกว่าที่คนอย่างเธอจะแบกรับไหว"
เขาล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท มันเป็นสร้อยข้อมือเงินเส้นเก่าที่หลุดหายไปในที่เกิดเหตุเมื่อยี่สิบปีก่อน รินลดาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อเห็นวัตถุชิ้นนั้น
"สิ่งนี้... อยู่กับลุงได้ยังไง" รินลดาเสียงสั่น เธอพยายามก้าวเข้าไปหา แต่คีรินคว้าข้อมือเธอไว้แน่นราวกับจะเตือนสติ
"อย่าไปฟังเขา รินลดา" คีรินกระซิบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวลที่หาได้ยาก "เขากำลังเล่นเกมจิตวิทยา เขากำลังพยายามทำลายความมั่นคงในใจเธอ"
ทว่าศิลาไม่ได้สนใจคำขู่ของคีริน เขาส่งสร้อยข้อมือเส้นนั้นให้หญิงสาว รินลดารับมันมาด้วยมือที่สั่นเทา จี้เล็กๆ บนสร้อยสลักอักษรย่อที่เธอคุ้นเคย... และด้านหลังของจี้ มีคราบสีน้ำตาลเข้มที่เธอรู้ดีว่ามันคืออะไร
"วันนั้นฉันไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขาหรอกนะ" ศิลาลดเสียงลงให้ต่ำจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "แต่ฉันไปเพื่อดู... ว่านกปีกหักสองตัวนั้น จะสิ้นลมหายใจได้สวยงามแค่ไหน"
รินลดาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับถูกตบหน้าอย่างจัง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ความเงียบงันในคฤหาสน์ดูเหมือนจะกดทับลงมาจนหายใจไม่ออก คีรินกระชากคอเสื้อของศิลาทันทีด้วยความเดือดดาลจนคนรับใช้ในบริเวณนั้นต้องรีบถอยห่าง
"แกทำอะไรลงไป!" คีรินตวาดลั่น แต่ศิลากลับทำเพียงแค่ปัดเสื้อสูทตัวเองให้เรียบด้วยท่าทีนิ่งเฉย
"ฉันทำในสิ่งที่จำเป็น เพื่อรักษาอำนาจที่ควรเป็นของตระกูลหลักไงล่ะ" ศิลาแสยะยิ้ม มองไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง "เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงหรอกนะคีริน... ก่อนที่เอกสารทั้งหมดจะถูกโอนย้าย และบ้านหลังนี้จะไม่มีที่ว่างให้พวกเธออีกต่อไป"
เขาหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูทางออก แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นไป ศิลาก็หยุดชะงักและหันกลับมามองรินลดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาที่เคียดแค้น แต่เป็นสายตาที่น่าเวทนา
"อ้อ... แล้วอย่าลืมเช็คดูในห้องใต้ดินล่ะ รินลดา บางทีของขวัญที่พ่อแม่เธอทิ้งไว้ให้จริงๆ อาจจะไม่ได้อยู่ในห้องเก็บเอกสาร... แต่อยู่ในที่ที่เธอไม่เคยกล้าก้าวลงไป"
เสียงฝีเท้าของศิลาดังห่างออกไปจนกระทั่งประตูปิดลงสนิท เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนทรมานและอากาศที่ดูจะเบาบางลงทุกขณะ รินลดายังคงกำสร้อยข้อมือนั้นแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอเงยหน้าขึ้นมองคีรินที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
"ห้องใต้ดิน..." รินลดาพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนสร้อยเงินนั้น "คีริน... เขาหมายความว่ายังไง"
คีรินไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่มองไปที่ประตูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่เคยบอกเธอ... ว่ากุญแจห้องใต้ดินไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกล็อกไว้ด้วยรหัสที่เกี่ยวข้องกับวันเกิดของเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างดังขึ้นจากชั้นใต้ดินของคฤหาสน์—เสียงเหมือนมีใครบางคนกำลังขูดขีดพื้นไม้ซ้ำๆ และตามมาด้วยเสียงเปียโนที่ดังขึ้นเพียงหนึ่งคีย์... โน้ตเพลงที่พ่อของเธอชอบเล่นในคืนก่อนเกิดเหตุอุบัติเหตุไม่กี่ชั่วโมง!
คีรินหน้าถอดสี เขาคว้ามือรินลดาไว้แน่น "อย่าฟัง... อย่าไปสนใจมัน!"
"ไม่ใช่คีริน..." รินลดาสะบัดมือเขาออก แววตาของเธอเปลี่ยนจากความเศร้าโศกเป็นความมุ่งมั่นที่น่ากลัว "มีคนอยู่ในนั้น... และเขาคนนั้น... กำลังเรียกชื่อฉัน"
หญิงสาวก้าวเดินไปที่โถงทางเดินมืดมิดที่นำไปสู่ใต้ดินโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย คีรินได้แต่ยืนอึ้ง มองร่างบางที่เดินหายเข้าไปในเงามืด พร้อมกับเสียงเปียโนที่เริ่มบรรเลงเป็นเพลงที่คุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูลับที่ควรจะปิดตายมานานยี่สิบปี... ค่อยๆ แง้มเปิดออกเองอย่างช้าๆ
แสงไฟสลัวจากในห้องใต้ดินส่องผ่านออกมา เผยให้เห็นเงามืดของบุคคลที่ยืนรออยู่ภายใน... ร่างนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ทุกคนต่างเชื่อว่าตายไปแล้วตั้งแต่คืนคริสต์มาสปีนั้น!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดในค่ำคืนนี้ไปกับดาวตกคืนคริสต์มาสนะคะ
เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส•ตอนที่ 26
อดีตที่หวนกลับ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์ในคืนคริสต์มาส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!