เสียงคีย์บอร์ดไร้สายราคาแพงกระแทกกระทั้นด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนเกือบจะทะลุร้อยแปดสิบคำต่อนาที รินรดาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาที่สว่างวาบในความมืดสลัวของห้องนั่งเล่นเซฟเฮาส์ มีเพียงแสงไฟสีส้มอ่อนจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงบนใบหน้าตึงเครียดของเธอ นิ้วเรียวชะงักค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์ เมื่อประโยคล่าสุดในบทละครโทรทัศน์ฉากสำคัญเพิ่งถูกพิมพ์ลงไป—ฉากที่พระเอกและนางเอกต้องเผชิญหน้ากันในห้องพักแคบๆ ท่ามกลางความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานานหลายปี
มันไม่ใช่แค่บทละครค่ะ แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความสัมพันธ์พังๆ ระหว่างเธอกับผู้ชายที่กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูมองเธออยู่ตรงนั้น
"ถ้าคุณยังจ้องหน้าจอด้วยสายตาอาฆาตขนาดนั้น เกรงว่าแล็ปท็อปเครื่องละหลายหมื่นของคุณคงจะทะลุเป็นรูโหว่ไปแล้วนะคะคุณนักเขียนบท"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้น คีย์ ธนดล ในชุดนอนผ้าฝ้ายสีเข้มสบายตาแต่กลับขับให้เรือนร่างสมส่วนดูน่ามองยิ่งขึ้น ยืนเอามือซุกกระเป๋ากางเกง ดวงตาคมกริบทอประกายระยับขณะเดินเข้ามาใกล้ เขาก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อชะโมองดูหน้าจอ ก่อนจะเลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่งอย่างนึกสนุก "อืม... บทพูดตรงนี้คุ้นหูจัง เหมือนฉันเคยได้ยินเสียงสะท้อนแบบนี้จากปากใครแถวนี้เมื่อตอนบ่ายนี้นะ"
รินรดาหดคอมือปัดหน้าจอปิดพับลงครึ่งหนึ่งทันทีด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนซุปตาร์หนุ่มจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
"อย่าสำคัญตัวผิดเลยค่ะคุณธนดล บทละครเรื่องนี้ฉันเขียนมาจากจินตนาการอันบรรเจิด และที่สำคัญ... ฉันไม่มีทางเอาชีวิตจริงอันน่าเบื่อที่มีคุณมาเป็นเรฟเฟอเรนซ์ให้เปลืองหมึกหรอกค่ะ" เธอสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมตามสไตล์คนปากเก่งที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
คีย์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเซ็กซี่เกินกว่าจะปล่อยผ่าน เขาไม่ได้ถอยหนี กลับทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ขายาวภายใต้กางเกงขายาวเหยียดตรง สองแขนกอดอกแน่น ดวงตาพินิจพิเคราะห์มองผู้หญิงตรงหน้าด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินคาดเดา
"เหรอคะ? แต่ตัวละครพระเอกที่ปากแข็ง ปากสุนัข แต่ใจสั่นคลอนทุกครั้งที่เข้าใกล้ ‘รินรดา’ ในเวอร์ชันนิยายเนี่ย... นิสัยถอดแบบฉันมาไม่มีผิดเพี้ยนเลยนะ ตั้งแต่ท่าทางกอดอกตอนเขิน ไปจนถึงประโยคที่บอกว่า *‘เกลียดนักทำไมต้องแคร์’* นั่นน่ะ... คุณเอามาจากไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่จากความจริงที่เธอแอบคิดอยู่"
รินรดารู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ ร้อนผ่าวไปถึงใบหู เธอเกลียดนักไอ้ความรู้ทันของเขา ผู้ชายคนนี้มักจะมีวิธีทำให้เกราะป้องกันที่เธอสร้างขึ้นมานานนับปีพังทลายลงได้ด้วยประโยคกวนประสาทเพียงไม่กี่คำ
"คุณนี่มัน... โรคจิตชัดๆ" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ขยับตัวถอยหลังจนแผ่นหลังชนพนักพิง "ฉันจะเขียนยังไงมันก็เรื่องของฉัน พื้นที่นี้เป็นของฉัน กรุณาให้เกียรติความเป็นส่วนตัวของคนอื่นด้วยค่ะ"
"ความเป็นส่วนตัว?" คีย์ทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาลอดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเย้า "เราอยู่ร่วมชายคา กินข้าวหม้อเดียวกัน และเพิ่งผ่านวิกฤตความปลอดภัยมาด้วยกันหมาดๆ ริน... เราก้าวข้ามคำว่าความเป็นส่วนตัวไปไกลตั้งแต่คุณยอมให้ฉันเห็นตอนคุณร้องไห้กอดหมอนข้างเพราะบทแก้ไม่ผ่านแล้วล่ะ"
"ไอ้...!" รินรดาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและอับอายขายหน้า "นั่นมันอุบัติเหตุทางสายตาค่ะ! ฉันบอกแล้วไงว่าวันนั้นฉันแค่ฝุ่นเข้าตา!"
"ฝุ่นเข้าตาที่ตาบวมเป่งแถมสะอึกสะอื้นเนี่ยนะ?" คีย์ย้อนถามด้วยรอยยิ้มมุมปากที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นมินต์อ่อนๆ จากการแปรงฟัน
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเปลี่ยนไปทันที ความตึงเครียดแบบเฉือดเฉือนคารมเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิต ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป... อันตรายเสียจนรินรดาลืมวิธีหายใจ
ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมกริบทรงเสน่ห์ที่มองตรงมาอย่างไม่มีทีท่าจะหลบหนี ในแววตานั้นไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและความอ่อนโยนประหลาดที่ทำให้หัวใจของนักเขียนสาวกระตุกวูบ
"ริน..." คีย์เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันนุ่มนวลและแหบพร่าจนน่ากลัว ปลายนิ้วเรียวของเขาเอื้อมมาแตะที่ปลายผมปรกหน้าของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดที่แตะโดนผิวแก้มทำให้ร่างกายของเธอนิ่งค้างไปชั่วขณะ "เลิกสร้างกำแพงแล้วอ่านบทที่คุณเขียนเมื่อกี้ให้ฉันฟังอีกรอบซิ... เอาแบบออกเสียงดังๆ ให้ฉันฟังตรงนี้เลย"
"ทำไมฉันต้องทำ..." รินรดาพยายามดึงเสียงให้แข็งกร้าว แต่เสียงของเธอกลับสั่นพร่าอย่างน่าสมเพช ปลายจมูกของเธอแทบจะชนกับปลายจมูกโด่งรั้นของเขาอยู่แล้ว
"เพราะฉันอยากรู้ว่า... ในบทละครที่คุณเขียน ฉากที่นางเอกสารภาพความจริงว่าเธอเองก็กลัวจะสูญเสียเขาไป... มันเป็นแค่เรื่องแต่ง" คีย์หยุดพูดไปชั่วครู่ ปลายนิ้วที่ไล้แก้มเธอย้ายมาประคองกรอบหน้าเรียวไว้ด้วยความทะนุถนอม สายตาคู่คมจดจ้องริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของเธอ "หรือมันคือความรู้สึกจริง ๆ ที่เธอไม่กล้าพูดออกมากันแน่"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาราวกับเวลาหยุดเดิน หัวใจของรินรดาดังกระหน่ำราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู ตรรกะ เหตุผล และทฤษฎีการเขียนบททั้งหมดที่เธอสะสมมาพังทลายลงราบคาบต่อหน้าผู้ชายคนนี้ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นคำตอบที่กำลังจะหลุดรอดออกไป
ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธเพื่อรักษาฟอร์มคนปากแข็งไว้เป็นครั้งสุดท้าย—
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกระเบียงดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเทาปนความอึดอัดจนกระเจิง
ทั้งคีย์และรินรดาสะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและระแวดระวังในเสี้ยววินาที ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองที่ระเบียงมืดสนิทด้านนอก
ที่ตรงนั้น... เงาร่างหนึ่งกำลังยืนแนบกระจกอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ส่องสะท้อนกับแสงไฟในห้องจนน่าขนลุก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ เดี๋ยวเรามาลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ!
เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกกัน•ตอนที่ 17
บทละครที่สะท้อนใจเราสอง
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับคนไม่ถูกกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!