เศษซากกระจกหน้าจอแท็บเล็ตที่แตกละเอียด ไม่เจ็บเท่ากับเศษเสี้ยวความรู้สึกที่กำลังบาดลึกอยู่ในอกเวลานี้ค่ะ
กลิ่นอายความกดดันในห้องรับรองพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังลอยอวลอยู่รอบตัว บรรยากาศมันช่างอึมครึมเสียจนพิมพ์ใสแทบจะหายใจไม่ออก รอยเลือดซึมที่ข้อศอกข้างขวาของคีย์ ซึ่งเกิดจากการที่เขากระโจนเข้ามารับแรงกระแทกเพื่อปกป้องฉันจากอุบัติเหตุเมื่อครู่ ยังคงแดงฉานและเด่นชัดอยู่ในสายตา แต่สิ่งที่กรีดแทงหัวใจฉันให้ชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก กลับไม่ใช่บาดแผลทางกายของเขา หากแต่เป็นสายตาและคำพูดของ ‘คุณหญิงมณฑิรา’ มารดาบังเกิดเกล้าของหนุ่มวิศวะปากร้ายคนนั้นต่างหาก
“หนูพิมพ์ใส… ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะคะ ว่าครอบครัวของเราวางอนาคตของคีรินทร์ไว้ในจุดที่สูงกว่า การที่เด็กสาวคณะสถาปัตย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะก้าวเข้ามามีอิทธิพลทางความรู้สึกกับผู้ชายที่มีหน้าที่รับผิดชอบมหาศาลอย่างลูกชายฉัน มันไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมเลยสักนิดค่ะ”
น้ำเสียงนิ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกคำพูดดังขึ้น ทอดสายตามองฉันราวกับสิ่งแปลกปลอมที่หลุดรอดเข้ามาในอาณาจักรชั้นสูง มือเรียวงามที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตยกจิบชาช้าๆ อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ท่าทางที่แม้จะดูสุภาพเรียบร้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความดูแคลนที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของผู้ดีเก่า
ฉันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกได้ถึงรสคาวเลือดจางๆ ความโกรธและความน้อยเนื้อต่ำใจตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ แต่ในขณะเดียวกัน ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ก็ไม่ยอมให้ฉันก้มหน้าสะอื้นไห้ออกมาต่อหน้าผู้หญิงทรงอิทธิพลคนนี้
“หนูเข้าใจในมุมของคุณแม่นะคะ…” ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ พยายามเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาเกียรติของตัวเอง “การที่หนูเป็นแค่เด็กสถาปัตย์ธรรมดาๆ มันคงเทียบไม่ได้กับมาตรฐานที่ครอบครัวคุณแม่คาดหวังไว้หรอกค่ะ”
“รู้ตัวก็ดีค่ะ” คุณหญิงมณฑิราแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง “ผู้หญิงที่จะยืนเคียงข้างคีรินทร์ได้ ต้องเป็นคนที่ส่งเสริมฐานะและหน้าตาทางสังคม ไม่ใช่คนที่ทำให้เขาต้องเสียสมาธิกับเรื่องไร้สาระ… อย่างเช่นการวิ่งตามก้นเด็กฝึกงานหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง”
เพล้ง!
เสียงเหมือนมีแก้วบางๆ แตกสลายอยู่ในอก ภาพถ่ายหน้าจอล็อกอินในแท็บเล็ตที่แตกกระจายเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัว รอยยิ้มเผลอเรอของฉันที่เขาแอบถ่ายไว้ และความห่วงใยที่เขาแสดงออกเสมอมา… มันช่างขัดแย้งกับความเป็นจริงที่กำลังเผชิญอยู่เหลือเกิน คีย์กำลังเอาตัวเองมาแปดเปื้อนและมีปัญหากับครอบครัวก็เพราะฉันงั้นหรือ? ถ้าการที่ฉันอยู่ใกล้เขา มันทำให้ผู้ชายที่แบกความคาดหวังของตระกูลไว้ต้องลำบากใจ และถูกแม่แท้ๆ ของตัวเองกดดันแบบนี้… ฉันสมควรจะดันทุรังอยู่ต่อจริงๆ น่ะหรือคะ
ในจังหวะที่หัวใจกำลังสับสนระคนเจ็บปวด ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของใครบางคน
“แม่ครับ! แม่กำลังพูดอะไรกับพิมพ์อยู่!”
เสียงทุ้มห้วนที่คุ้นเคยตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด คีย์ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่เสื้อชอปวิศวะยับยื่นและมีคราบเลือดแห้งกรังที่ข้อศอก ดวงตาคมกริบสีเข้มคู่นั้นแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขารีบพุ่งเข้ามาดึงแขนฉันไปหลบไว้ข้างหลังทันทีราวกับกลัวว่าฉันจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา
“คีรินทร์! ทำไมทำกิริยาแบบนี้กับแม่คะ ออกไปยืนข้างนอกเลยนะ แม่กำลังคุยธุระอยู่” คุณหญิงมณฑิราตวาดกลับเสียงเข้ม ใบหน้าเรียบตึงด้วยความไม่พอใจที่ลูกชายกล้าขึ้นเสียงใส่
“ธุระอะไรของแม่ล่ะครับ! มาดูถูกคนที่ผมรักเนี่ยนะ!” คีย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาดังสนั่นจนสะท้อนก้องไปทั่วห้อง ดวงตาคมกริบตวัดมองมารดาด้วยความผิดหวังระคนเดือดดาล “ผมบอกแม่กี่ครั้งแล้วว่าเรื่องของผม ผมตัดสินใจเอง! อย่ามายุ่งกับพิมพ์!”
“แก! ไอ้เด็กคนนี้ กล้าขึ้นเสียงกับแม่เพราะผู้หญิงคนนี้เหรอ!” คุณหญิงมณฑิราลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด มือเรียวสั่นเทาด้วยความเหลืออด
“พอเถอะค่ะ… คุณคีย์”
ฉันตัดสินใจเอ่ยแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด มือเล็กเอื้อมไปแตะที่ท่อนแขนแกร่งของเขาเบาๆ พร้อมกับออกแรงดึงเล็กน้อยเพื่อให้เขาสงบลง แม้ว่าสัมผัสจากปลายนิ้วจะสั่นเทาแค่ไหนก็ตาม
คีย์ชะงัก ก้มลงมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรนและหวาดกลัว “พิมพ์… อย่าไปฟังที่แม่ผมพูดนะ เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งอะไรเราทั้งนั้น!”
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่คมที่มักจะมองฉันด้วยความดุและสายตาคลั่งรักเสมอมา แต่ในตอนนี้ ในแววตาสูส่งคู่นั้นกลับสะท้อนภาพความเจ็บปวดและร้าวรานไม่แพ้กันเลย… แต่ทว่า ยิ่งเขาปกป้องฉันมากเท่าไหร่ ความรู้สึกผิดมันก็ยิ่งกัดกินหัวใจฉันมากขึ้นเท่านั้น
“หนูขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ… คุณคีย์” ฉันฝืนยิ้มบางๆ ให้เขา เป็นรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดในชีวิต “แต่ที่แม่ของคุณพูด… มันก็มีส่วนที่ถูกนะคะ เรามันอยู่กันคนละโลกจริงๆ”
“พิมพ์! เธอพูดบ้าอะไรออกมา! มองหน้าฉันสิ!” คีย์หน้าถอดสีทันที มือหนาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นราวกับกลัวว่าฉันจะหลุดลอยหายไป แรงบีบที่ข้อมือมันแน่นเสียจนเจ็บ แต่ความเจ็บตรงนั้นเทียบไม่ได้กับความเจ็บที่ขั้วหัวใจเลยสักนิด
“ปล่อยหนูเถอะค่ะ… และปล่อยตัวเองด้วยเถอะนะคะ” ฉันค่อยๆ แกะมือหนาออกทีละนิ้วอย่างยากลำบาก สายตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความตัดพ้อและความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใน “หนูไม่อยากเป็นต้นเหตุให้คุณต้องทะเลาะกับครอบครัว และหนูก็… เหนื่อยแล้วเหมือนกันค่ะ”
“ไม่! ฉันไม่ปล่อย! พิมพ์ใส!” คีย์ตะโกนเรียกชื่อฉันสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นฉันก้าวถอยหลังออกห่างจากตัวเขาทีละก้าว
ฉันไม่อยู่รอฟังเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดนั้นอีกต่อไป หมุนตัวหันหลังให้แล้ววิ่งหนีออกจากห้องรับรองนั้นทันที หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดเวลาไหลทะลักออกมาอาบแก้มอย่างไร้การควบคุม เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนที่พยายามวิ่งตามมาดังไล่หลัง แต่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าหันไปสบตากับเขาอีกครั้ง ความตั้งใจทั้งหมดที่สร้างมาจะพังทลายลงในพริบตาเดียว
จนกระทั่งฉันวิ่งมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล ความเหนื่อยล้าและแรงอัดอั้นทำให้ฉันต้องทรุดตัวลงพิงกับเสาปูนเปลือยอย่างไร้เรี่ยวแรง ยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นไห้อย่างเงียบๆ คนเดียวท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและวังเวง
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์สถาปัตย์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฉันหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอแสดงชื่อของ ‘มีน’ เพื่อนสนิทที่ส่งข้อความรูปภาพบางอย่างพร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา
*[มีน: แก… รีบเปิดดูข่าวหน้าเพจมหาลัยด่วนเลย! มีคนปล่อยภาพตอนที่แกอยู่กับรุ่นพี่ธามที่สตูดิโอเมื่ออาทิตย์ก่อน พร้อมกับข้อความเสียๆ หายๆ หาว่าแกคบซ้อนบริหารเสน่ห์ใส่ผู้ชายไปทั่วแล้ว!]*
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบใช้นิ้วปัดหน้าจอเพื่อเปิดดูลิงก์ข่าวฉาวนั้นทันที ภาพถ่ายโคลสอัปจังหวะที่ธามกำลังก้มตัวลงมาใกล้ชิดเพื่อยื่นกระดาษสเกตช์งานให้ถูกนำมาขยายใหญ่จนเด่นชัด พร้อมกับแคปชันพาดหัวข่าวตัวโตที่เขียนด้วยถ้อยคำหยาบคายและใส่ร้ายป้ายสีจนเสียหายยับยิน
ในวินาทีที่กำลังไล่สายตาอ่านข้อความใส่ร้ายเหล่านั้นด้วยความมึนงง แสงไฟหน้ารถยนต์สีดำสนิทคันคุ้นเคยก็สาดส่องเข้ามาปะทะร่างของฉันอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงเบรกกะทันหันจนยางรถบดกับพื้นปูนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู
ประตูดร็อกด้านคนขับถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของคีย์ก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าที่ถมึงทึงและดุดันยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมกริบกวาดมองมาที่ฉันด้วยประกายไฟแห่งความหึงหวงและโทสะที่ระอุถึงขีดสุด ในมือหนากำโทรศัพท์มือถือของเขาแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวโพลน หน้าจอโทรศัพท์เครื่องนั้นเปิดหน้าเพจข่าวฉาวของฉันค้างไว้ พร้อมกับข้อความเสียงที่เพิ่งถูกส่งเข้าเครื่องเขาหมาดๆ
“บอกฉันมาสิพิมพ์ใส…” เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันที่กำลังพิงเสาปูนจนมุม กักขังฉันไว้ด้วยอ้อมแขนแกร่งและแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ “ข่าวบ้านี่… มันหมายความว่ายังไง! ทำไมมันถึงมีภาพไอ้ธามมันแตะต้องตัวเธอแบบนั้น ทั้งๆ ที่เธอกำลังบอกเลิกฉันอยู่พอดี!”
คุณชายวิศวะกับยัยตัวแสบสถาปัตย์•ตอนที่ 32
คำพูดเชือดเฉือนจากผู้ใหญ่
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายวิศวะกับยัยตัวแสบสถาปัตย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!