“ถ้าพูดมากนัก... เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอรู้เองว่าทำไมรูปนั้นถึงต้องอยู่บนหน้าจอของฉัน”
ปลายนิ้วแกร่งที่เคยจับแต่ประแจและเครื่องมือช่างในช็อปวิศวะ เลื่อนขึ้นมาแตะไล้กรอบหน้าเรียวของฉันแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาตัดกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องพักโปรเจกต์อย่างสิ้นเชิง หัวใจของฉันเต้นรัวระรัวราวกับมีคนมารัวกลองชุดอยู่ข้างในจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก สายตาคมกริบของคีรินทร์ที่มองลงมาเต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้สมองฉันรวนเรไปหมด
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามจะถอยหลังหนีแต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างไร้ทางหนีทีไล่ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นปูนและกลิ่นเหงื่อจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนตัวโต ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวมันแคบลงจนแทบหายใจไม่ออก สายตาดุๆ คู่นั้นไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด... เขากำลังจะพิสูจน์มันจริงๆ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันราวกับเป็นการประกาศศึก ทำลายบรรยากาศสีชมพูอมชมพูที่กำลังจะลุกลามเป็นไฟได้อย่างทันท่วงที
ฉันสะดุ้งสุดตัว มือเล็กๆ รีบยกขึ้นดันอกแกร่งของเขาออกห่างทันที คีย์ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างขัดใจ ดวงตาคมฉายแววหงุดหงิดชัดเจนเมื่อถูกขัดจังหวะ เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูงด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะกวาดสายตาคมกริบมองไปยังบานประตูไม้ที่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาตด้วยซ้ำ
ร่างระหงของหญิงวัยกลางคนในชุดสูทผ้าไหมตัดเย็บอย่างประณีต ท่าทางสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง ดวงตาคมกริบที่ถอดแบบมาจากคีย์ไม่มีผิดเพี้ยนกวาดตามองสภาพห้องทำงานรกๆ ที่เต็มไปด้วยโมเดลสถาปัตยกรรมและแปลนกระดาษ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เราสองคนที่ยืนใกล้ชิดกันเกินความจำเป็น
“คุณแม่...”
เสียงทุ้มต่ำของคีย์หลุดออกมาจากลำคอ น้ำเสียงมีความประหลาดใจเจือความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากฉันที่ยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะเมื่อสมองประมวลผลได้ทันทีว่าผู้หญิงทรงอำนาจที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร
คุณหญิงกานดา... แม่ของคีรินทร์
“แม่บอกกี่ครั้งแล้วคีย์ ว่าเวลามามหาลัยให้รู้จักสำรวมบ้าง ไม่ใช่มาคลอเคลียกับเด็กฝึกงานหรือเด็กคณะอื่นอย่างไร้มารยาทแบบนี้” น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมบาดลึกราวกับใบมีดถูกส่งตรงมายังฉันเต็มๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาพยายาม สายตาที่ท่านใช้มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยการประเมินค่าและความรังเกียจระคนดูแคลนอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกชาดิ่งแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความโกรธตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก แต่ศักดิ์ศรีและสัญชาตญาณความสตรองที่มีอยู่เต็มร้อยทำให้ฉันเลือกที่จะเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาคมกริบมองสบตากับมารดาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบเลี่ยง
“สวัสดีค่ะ” ฉันกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แม้ข้างในจะร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา “ถ้าคุณแม่ของพี่คีย์มีธุระส่วนตัวจะคุยกับลูกชาย ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
ฉันก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาทอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ แล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินเลี่ยงไปหยิบกระเป๋าผ้าใบโปรดที่วางอยู่บนโซฟา
“เดี๋ยว”
น้ำเสียงทรงอำนาจเอդขัดขึ้นมาเสียก่อน ฉันหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับไปมองทันที
“เธอชื่อพิมพ์ใสใช่ไหม... เด็กทุนคณะสถาปัตย์ที่เข้ามาพัวพันกับลูกชายฉันช่วงนี้” คุณหญิงกานดาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงส้นสูงกระทบพื้นห้องดัง *ก๊อก แกร็ก* เป็นจังหวะที่กดดันหัวใจคนฟังอย่างประหลาด “ฉันได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเธอมาพอสมควรนะ ว่าเก่งกล้าสามารถถึงขนาดทำให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของฉันเสียการเสียงานได้”
“คุณแม่ครับ!” คีย์ก้าวเข้ามาขวางหน้าฉันไว้ทันที ร่างสูงใหญ่บังร่างของฉันไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมดุจ้องมองมารดาด้วยแววตาแข็งกร้าวขึ้น “อย่ามาพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้ พิมพ์ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แล้วนี่แม่มาที่นี่ได้ยังไง ทำไมไม่บอกผมก่อน”
“ทำไม? ฉันจะมาดูลูกชายตัวเองต้องขออนุญาตด้วยเหรอคีย์!” คุณหญิงกานดาเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจที่ลูกชายกล้าขึ้นเสียงใส่ “แล้วผู้หญิงคนนี้มีอะไรดีนักหนา ถึงทำให้แกกล้าขัดคำสั่งฉัน แถมยังพากันไปทำข่าวเสียหายลงเพจมหาวิทยาลัยจนฉันต้องตามเคลียร์ให้วุ่นวาย แกก็รู้ว่าตระกูลเราคาดหวังกับแกไว้มากแค่ไหน ผู้หญิงระดับเดียวกันถึงจะคู่ควรกับแก ไม่ใช่เด็กกะโปโลไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้!”
คำว่า *‘ไม่มีหัวนอนปลายเท้า’* กระแทกเข้ากลางใจฉันอย่างจัง ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกชาหนึบที่ปลายนิ้ว ฉันไม่ใช่คนยอมคน และไม่เคยคิดจะก้มหัวให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพียงเพราะชาติกำเนิดหรือฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดันไหล่กว้างของคีย์ที่ยืนบังอยู่ออกเบาๆ แล้วก้าวออกไปเผชิญหน้ากับคุณหญิงกานดาตรงๆ รอยยิ้มบางเบาแต่เย็นชาถูกยกขึ้นที่มุมปาก
“ขอโทษนะคะคุณหญิง...” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ ไร้ซึ่งความสั่นเครือ “ฉันอาจจะไม่ได้เกิดมาในตระกูลสูงส่งหรือร่ำรวยจนเอาเงินมาฟาดหัวใครเล่นได้ แต่ฉันก็มีสมอง มีสองมือสองเท้า และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากับทุกคนในที่นี้ค่ะ การที่คุณหญิงมาพูดจาดูถูกเหยียดหยามคนอื่นแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้คุณดูสูงส่งขึ้นเลยสักนิด... กลับกันมันสะท้อนถึงการอบรมเลี้ยงดูต่างหากล่ะคะ”
“นี่เธอ! กล้าดี
ยังไงมาสอนฉัน!” คุณหญิงกานดาหน้าตื่นด้วยความโกรธจัด ดวงตาเบิกกว้างไม่คิดว่าเด็กสาวรุ่นลูกจะกล้าต่อปากต่อคำด้วยความเจ็บแสบขนาดนี้
“พิมพ์!” คีย์หันมามองฉันด้วยแววตาตกใจระคนเป็นห่วง มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันไว้แน่นราวกับกลัวว่าฉันจะหายไป
“ฉันไม่ได้สอนค่ะ ฉันแค่กำลังพูดความจริง” ฉันหันไปสบตากับคีย์ แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่สั่นไหววูบหนึ่งแต่ก็รีบซ่อนมันไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ “ปล่อยมือเถอะค่ะพี่คีย์... คุณแม่ของพี่คงอยากคุยกับพี่ตามลำพังมากกว่าที่มีคนนอกมารarบตา”
ฉันดึงข้อมือตัวเองออกจากมือหนาอย่างเด็ดขาด คว้ากระเป๋าผ้าขึ้นมาสะพายไหล่ แล้วก้าวเดินผ่านร่างของคุณหญิงกานดาไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย
เสียงเรียกชื่อฉันด้วยความร้อนรนของคีย์ดังไล่หลังมา แต่ฉันเลือกที่จะเร่งฝีเท้าเดินหนีออกมาจากห้องนั้นให้เร็วที่สุด น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้แทบตายเริ่มคลอเบ้าด้วยความคับแค้นใจ ฉันเกลียดความอ่อนแอของตัวเองที่สุด ทำไมฉันจะต้องมานั่งเสียน้ำตาให้กับคำพูดดูถูกของคนอื่นด้วยนะ!
ตึง!
ฉันผลักประตูหนีไฟลงมาถึงชั้นล่างสุดของคณะด้วยความหอบเหนื่อย บรรยากาศเงียบสงบช่วยให้ฉันได้ตั้งสติและสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังตีรวนอยู่ในอก
*Rrrrrr*
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าผ้าสั่นครืนขึ้นมาติดต่อกันหลายครั้ง ฉันหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นชื่อของ ‘คีย์’ ที่โทรเข้ามารัวๆ ฉันกดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย แล้วปิดเครื่องมันซะเลยในวินาทีนั้น เพื่อตัดปัญหาความวุ่นวายทั้งหมดที่กำลังจะตามมา
ฉันก้าวเดินออกมาจากตัวตึกคณะสถาปัตย์ มุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย ลมยามเย็นพัดโชยปะทะใบหน้าเรียบเฉย ช่วยชะล้างความร้อนรุ่มในใจให้เบาบางลงไปบ้าง ทว่าในจังหวะที่ฉันกำลังก้าวเท้าข้ามถนนเส้นเล็กข้างมอเพื่อจะไปซื้อน้ำปั่นร้านโปรดแก้เครียดนั้นเอง...
“ระวัง!”
เสียงตะโกนดังลั่นพร้อมกับแสงไฟหน้ารถยนต์ที่สาดส่องเข้ามาประชิดตัวอย่างกะทันหัน ความตกใจทำให้ร่างกายของฉันแข็งทื่อ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นถนนในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย!
และก่อนที่ร่างของฉันจะทันได้ล้มลงกระแทกพื้น มีอ้อมแขนคุ้นเคยคู่หนึ่งพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของฉันไว้ด้วยความเร็วแสง พร้อมกับแรงเหวี่ยงที่ดึงร่างทั้งร่างให้หลุดพ้นจากรัศมีอันตราย พลิกคว่ำลงไปกองกับพื้นถนนยางมะตอยด้วยกันทั้งคู่!
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปะปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ที่คุ้นเคยตีเข้าจมูก พร้อมกับเสียงหอบหายใจรุนแรงที่แนบอยู่ใกล้ใบหู
“เธอเป็นบ้าอะไรวะพิมพ์ใส! อยากตายมากนักรึไงถึงเดินไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้!”
เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวสุดขีดดังขึ้นเหนือหัว เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของอ้อมกอด ดวงตาคมกริบของคีรินทร์ที่แดงก่ำด้วยความตกใจและหอบหายใจถี่กระชั้นกำลังจ้องมองฉันเขม็ง หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าหล่อเหลา
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบและหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่คำด่ากราดด้วยความเป็นห่วงนั้น...
คอมพิวเตอร์พกพาในมือหนาของเขาที่หล่นกระแทกพื้นหน้าจอแตกละเอียดเผยให้เห็นหน้าจอล็อกอินที่ตั้งค่าค้างไว้... และภาพถ่ายใบนั้น ภาพรอยยิ้มเผลอเรอของฉันในสตูดิโอเมื่ออาทิตย์ก่อนที่ถูกตั้งเป็นวอลเปเปอร์หลักอย่างชัดเจน พร้อมกับร่องรอยคราบเลือดซึมที่ข้อศอกข้างขวาของเขาซึ่งเกิดจากการกระแทกพื้นเพื่อปกป้องฉันเมื่อครู่!
--------------------------------------------------
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโดเนทหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ยัยตัวแสบกับวิศวะปากร้ายเสมอนะคะ*
คุณชายวิศวะกับยัยตัวแสบสถาปัตย์•ตอนที่ 31
อุปสรรคชิ้นใหญ่ก้าวเข้ามา
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายวิศวะกับยัยตัวแสบสถาปัตย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!