กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับเสียงช้อนกระทบขอบแก้วเซรามิกในโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ควรจะเป็นบรรยากาศยามบ่ายที่น่ารื่นรมย์ หากไม่ใช่เพราะเสียงกระซิบกระซาบที่ดังระงับราวกับผึ้งแตกรัง และทุกสายตาที่พากันเหลือบมองโต๊ะมุมสุดริมกระจกเป็นตาเดียว
“แก… คนนั้นเหรอวะที่เขาพูดกันในเพจคณะ?”
“อื้อ คนนั้นแหละ ยัยเด็กปีสองสถาปัตย์ที่เดินตามสอยเดือนวิศวะถึงถิ่น”
“หน้าตาก็สวยดีนะ ไม่คิดว่าจะใช้วิธีลัดแบบนี้… เด็กเลี้ยงไทป์ไหนถึงกล้าขับรถสปอร์ตของพี่คีย์มาจอดเท่ระเบิดในลานช็อปวะ”
ประโยคสุดท้ายกระแทกเข้าโสตประสาทของพิมพ์ใสเข้าอย่างจัง มือบางที่กำลังถือหลอดดูดน้ำเขייהหยุดชะงัก เปลือกตาคมเฉี่ยวตวัดขวับไปยังกลุ่มนักศึกษาปีสามที่นั่งโต๊ะถัดไปทันที รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกจากตัวเธอจนมีนที่นั่งฝั่งตรงข้ามต้องเอื้อมมือมาแตะแขนเบาๆ เป็นเชิงปราม
“ใจเย็นยัยพิมพ์ อย่าเพิ่งไปตบโต๊ะใครนะเว้ย เสียลุคสาวสถาปัตย์หมด” มีนกระซิบเสียงลอดไรฟัน สีหน้าของเพื่อนสนิทเดือดดาลไม่แพ้กัน
“เย็นอะไรล่ะมีน แกไม่ได้ยินที่พวกมันเห่าหอนกันเมื่อกี้หรือไง!” พิมพ์ใสแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ “เด็กเลี้ยงเหรอ? สมองพวกมันทำด้วยอะไรถึงคิดได้แค่นี้ รถคันนั้นฉันยืมขับมาเพราะรถฉันยางแตกต่างหากเล่า!”
“ก็ปากคนมันว่าง นั่งตากแอร์ในโรงอาหารจนสมองฝ่อไปหมดแล้วมั้ง” เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นเหนือหัว พร้อมกับร่างสูงโปร่งของธามที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะ ดวงตาคมปลาบของรุ่นพี่คณะคู่แข่งทอดมองมาที่เธอด้วยรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ ธามถือวิสาสะหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างข้างๆ พิมพ์ใสอย่างถือวิสาสะ “ถ้าเหนื่อยกับเสียงเห่าหอนของพวกหมาป่าแถวนี้ ย้ายมานั่งโต๊ะพี่ไหมครับคนสวย รับรองว่าไม่มีใครกล้าซุบซิบแน่นอน”
พิมพ์ใสขมวดคิ้วมุ่น ปัดมือที่จะเอื้อมมาแตะไหล่ของธามออกทันทีอย่างไม่ไว้หน้า “ขอบคุณค่ะรุ่นพี่ธาม แต่ฉันชอบอากาศบริสุทธิ์ ไม่ค่อยชอบอยู่ใกล้ที่ที่มีกลิ่นเน่าเฟะของข่าวลือปลอมๆ”
ธามหัวเราะในลำคออย่างไม่ถือสา เขายิ่งโน้มตัวเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงลอยแตะจมูก “ปากเก่งสมคำร่ำลือจริงๆ นะเนี่ย… สนใจไปนั่งคุยกันที่อื่นไหม ปล่อยให้พวกหมาเห่าใบตองแห้งมันเพ้อเจ้อไปคนเดียวเถอะ”
ทว่า ก่อนที่พิมพ์ใสจะทันได้อ้าปากตอกกลับ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของธามเสียก่อน พร้อมกับอุณหภูมิรอบตัวที่ลดฮวบลงจนติดลบ บรรยากาศรอบโต๊ะที่เคยจอแจพลنينเงียบกริบลงทันตาเห็นราวกับมีคนกดปุ่มปิดเสียง
“ถอยก้นเน่าๆ ของนายออกจากเก้าอี้ตัวนั้นซะ… ธาม”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น คีรินทร์ยืนค้ำหัวธามอยู่ สีหน้าเรียบตึงจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มองธามเลยด้วยซ้ำ แต่พุ่งตรงมาที่พิมพ์ใสราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สันกรามขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน แสดงถึงโทสะที่กำลังถูกกดทับไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉย
ธามชะงักไปนิดก่อนจะหันกลับไปมองคู่ปรับตัวฉกาจด้วยรอยยิ้มกวนประสาท “อ้าว… นึกว่าใคร เดือนวิศวะผู้หวงอาณาเขตยิ่งกว่าจงអាางหวงไข่ น้องเขาเบื่อบรรยากาศในนี้ ฉันแค่จะพาไปเปิดหูเปิดตา เธอไม่ได้บอกนายเหรอว่าเบื่อคนปากจัดแถวนี้เต็มทีแล้ว”
คีย์ไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ก้าวเข้าไปกระชากคอเสื้อของธามให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความเร็วจนทุกคนในโรงอาหารสะุกเสียงเฮือก แรงดึงนั้นกะทันหันมากจนธามเกือบเซเสียหลัก
“กูเตือนมึงหลายครั้งแล้วนะธาม… ว่าอย่าล้ำเส้น” คีย์กดเสียงต่ำลอดไรฟัน แววตาคมดุจใบมีดโกนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “เรื่องของกู กับเรื่องของ ‘คนของกู’ มึงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเสนอหน้าเข้ามาเสือก จำใส่สมองกลวงๆ ของมึงไว้ด้วย!”
“เฮ้ยๆ ใจเย็นไอ้คีย์ จะมีเรื่องกันในโรงอาหารเลยรึไงวะ” เพื่อนสนิทของธามรีบวิ่งเข้ามาดึงแขนเพื่อนตัวเองออกจากการเกาะกุม ส่วนมีนก็รีบดึงแขนพิมพ์ใสให้ถอยหลังออกห่างจากรัศมีสงครามประสาท
พิมพ์ใสเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก ทั้งตกใจ โกรธ และ… มีกระแสความอบอุ่นแปลกประหลาดไหล่บ่าเข้ามาจู่โจมหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังเธอไว้จากสายตาผู้คนนับร้อยในโรงอาหาร คีย์ตัวใหญ่และสูงโปร่ง เขายืนหยัดเป็นกำแพงกั้นท่ามกลางเสียงนินทราและสายตานับร้อยโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
ธามปัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ ยิ้มเยาะออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ “หึงหน้ามืดขนาดนี้เลยเหรอวะ ระวังเถอะ… รักมาก เจ็บมากนะเว้ย เดือนคีย์” พูดจบมันก็เดินเลี่ยงออกไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อน ทิ้งให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อความสนใจรอบตัวเริ่มจางหาย คีย์ถึงได้ค่อยๆ หันกลับมามองตัวปัญหาที่นั่งหน้าตึงอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวสำรวจร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้บอบช้ำตรงไหนจากคำพูดของพวกปากหอยปากปู
“นั่งโง่ให้คนอื่นเขาเหยียบย่ำอยู่ได้… ปากเก่งนักไม่ใช่เหรอตอนอยู่กับฉัน ทำไมเมื่อกี้ถึงหุบปากเงียบเป็นหอยหลอดล่ะ?” คีย์เปิดฉากพ่นคำพูดร้ายกาจใส่ทันทีตามนิสัยปากซึนของเจ้าตัว เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนรุ่มในใจที่เพิ่งมอดดับลง
พิมพ์ใสเงยหน้าขึ้นขวับ ประกายไฟในดวงตากลับมาลุกโชนอีกครั้ง ความซาบซึ้งเมื่อครู่ปลิวหายไปในอากาศทันทีเมื่อได้ยินวาจายียวนกวนประสาทนั้น “นี่! นายว่าใครโง่ฮะไอ้พี่คีย์! แล้วใครหุบปากเงียบ ฉันกำลังจะสวนมันอยู่แล้วเชียว นายต่างหากที่เข้ามาทำเท่ตัดหน้าแล้วพังบทบาทนางเอกของฉันหมด!”
“นางเอกบ้าอะไร สภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำมากกว่า” คีย์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ทว่ามุมปากหยักกลับกระตุกขึ้นนิดๆ อย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเห็นยัยตัวแสบหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห “ลุกขึ้นตามมานี่เลย”
“ไม่! ทำไมฉันต้องตามนายไป ปล่อยนะ!” พิมพ์ใสโวยวายเมื่อมือหนาคว้าข้อมือเธอแล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้นยืนตามแรงบังคับอย่างดื้อดึง
“ถ้าไม่อยากโดนคนทั้งมหาลัยรุมทึ้งด้วยข่าวทุเรศๆ พวกนั้นอีก ก็หุบปากแล้วเดินตามมาเงียบๆ… พิมพ์ใส” คีย์ก้มหน้าลงกระซิบชิดใบหู เสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความดุแต่นุ่มนวลอย่างประหลาดจนคนฟังหัวใจกระตุกวูบ “หรือจะให้ฉันอุ้มพาดบ่าออกไปตรงนี้ โชว์ให้พวกมันดูชัดๆ ไปเลยดีว่าเธอเป็น ‘เด็กเลี้ยง’ ของใครกันแน่?”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาฉับพลันจนลามไปถึงใบหู เมื่อฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือเธอไว้ไม่ได้มีความคิดจะปล่อยแถมยังออกแรงจูงเธอเดินดุ่มๆ ออกจากโรงอาหารท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่หันกลับมามองเป็นตาเดียวอีกครั้ง
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาส่งกำลังใจให้ยัยตัวแสบกับตาพี่วิศวะปากร้ายคนนี้นะคะ บทต่อไปเตรียมหมอนไว้จิกเพิ่มอีกหลายใบได้เลยค่ะ!
คุณชายวิศวะกับยัยตัวแสบสถาปัตย์•ตอนที่ 9
เสียงซุบซิบในโรงอาหาร
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายวิศวะกับยัยตัวแสบสถาปัตย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!