สนับเพลาสีเขียวเข้มของกางเกงทหารผ้าฝ้ายหยาบเปื้อนโคลนแห้งกรัง ขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวราวหยกสลักกำลังกดลงบนแผนที่ดินผืนใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้กระดานหยาบๆ ในห้องทำงานคอมมูนการเกษตร ลี่เหมยมิได้ใส่ใจต่อสายตาคมกริบดั่งใบมีดโกนที่จดจ้องมาจากมุมห้องแม้แต่น้อย ประโยคคำถามกึ่งคาดคั้นที่ทิ้งค้างไว้เมื่อยามราตรีปะทะกับแสงยามสายที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่ ทว่านางเลือกที่จะตอบกลับด้วยการกระทำอันเฉียบขาดแทนวาจา
"น่าสนใจ... สตรีชาวบ้านไร้ชื่อเช่นเจ้า เหตุใดจึงมีกลิ่นอายของสนามรบติดตัวมาด้วยเล่า?"
คำถามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในความเงียบ หลี่จวินหรงในชุดเสื้อคลุมทหารสีเขียวมะกอกพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจากยุทธภูมิ เขาไม่ได้ขยับกายไปไหน ร่างสูงใหญ่ยืนกอดอกพิงกรอบประตู สายตาดุร้ายคู่นั้นกวาดมองทุกอากัปกิริยาของสตรีตรงหน้า ราวกับพญาอินทรีที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อ ทว่าเหยื่อตัวนี้กลับกำลังวางหมากรุกบนกระดานแผ่นดินอย่างไร้ความเกรงกลัว
"กลิ่นอายของสนามรบหรือท่านผู้ตรวจการ..." ลี่เหมยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็นราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็ง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาคู่นั้นลึกล้ำเกินกว่าที่หญิงสาวชาวนาในยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบพึงจะมี "มันคือกลิ่นอายของความตายและความอดอยากต่างหากเล่า ที่ท่านสูดดมจนชินชาเสียจนคิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกประกร หากท่านยังมีเวลามานั่งพิจารณากลิ่นกายข้า สู้เอาเวลาไปดูแผนผังการจัดสรรที่ดินแปลงสี่ที่กำลังจะเน่าคาต้นเพราะความโง่เขลาของพวกท่านไม่ดีกว่าหรือ"
คำพูดสามห้าว ทว่าเฉียบคมจนบาดลึก หลี่จวินหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลง ทว่ามุมปากหยักลึกกลับกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ สตรีผู้นี้ช่างบังอาจนัก... ในดินแดนรกร้างแห่งการปฏิรูปนี้ มีใครบ้างไม่ก้มหัวให้เขา ผู้บัญชาการทหารผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่นางกลับกล้าต่อปากต่อคำด้วยสติปัญญาที่คมกริบราวกับคมดาบซ่อนในฝัก
"เจ้ากล้าดีนี่" หลี่จวินหรงก้าวเข้ามาประชิด โน้มตัวลงต่ำจนกลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นดินปืนจางๆ ปะปนกับกลิ่นหอมสะอาดแปลกประหลาดจากกายของนาง "อย่าคิดว่าคำพูดอวดดีไม่กี่คำจะทำให้ข้าละความสงสัยในตัวเจ้าได้ ลี่เหมย... เจ้าเป็นใครกันแน่"
"ข้าก็คือสมาชิกคอมมูนผู้หนึ่งที่ไม่อยากเห็นข้าวเปลือกเน่าคาลานนวดข้าวเพราะระบบการจัดการที่ล้าหลัง" นางตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยแรงกดดันมหาศาลจากบุรุษตรงหน้า แต่นัยน์ตาหงส์กลับพินิจพิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักของเขาอย่างไม่เกรงกลัว
นิ้วเรียวชี้ลงบนแผนที่ที่กางอยู่ "ท่านดูนี่สิ การแบ่งแปลงนาแบบเดิมที่เน้นความเท่าเทียมตามคำสั่งส่วนกลาง กำลังทำลายความสมดุลของธรรมชาติ ดินร่วนปนทรายแถบนี้ไม่เหมาะกับการปลูกข้าวสาลีในปริมาณหนาแน่น แต่มันเหมาะแก่การทำนาขั้นบันไดสลับกับการปลูกถั่วเหลืองเพื่อตรึงไนโตรเจน หากพวกท่านยังดึงดันจะใช้กฎเดิมในฤดูกาลเพาะปลูกหน้า ประชาชนครึ่งคอมมูนนี้จะไม่มีแม้แต่แกลบไว้ประทังชีวิต"
หลี่จวินหรงก้มมองแผนที่ที่ถูกแก้ไขด้วยหมึกสีดำขีดเขียนอย่างเป็นระเบียบ ลายมือของนางสวยงามประณีตราวกับบัณฑิตผู้สอบเค้าระดับมณฑล ไม่ใช่ลายมือของคนงานไร่ไร้การศึกษา เส้นสายการจัดสรรน้ำและการหมุนเวียนพืชผลที่นางร่างขึ้น แสดงถึงวิสัยทัศน์ระดับมหภาคที่แม้แต่นายทหารฝ่ายเสนาธิการของเขาก็ยังมองไม่ขาด
สายตาที่มองนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความสงสัยระคนความทึ่งฉายชัดขึ้นในแววตาดุดันนั้น สตรีผู้นี้ซ่อนคมเขี้ยวเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มเยือกเย็น นางไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นชาวนาใช้แรงงาน แต่เธอกำลังใช้สมองเข้ามาพลิกกระดานอำนาจในคอมมูนแห่งนี้ทีละน้อย
"เจ้าใช้วิชาการปกครองโบราณมาบริหารจัดการเกษตรกรรมสมัยใหม่รึ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม ความระแวงเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้ง
"กลยุทธ์ที่ดี ย่อมปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นการจัดทัพทำศึก หรือการบริหารจัดการท้องนาเพื่อความอยู่รอด ท่านอ๋อง... อ้อ ขออภัย ท่านผู้ตรวจการ" ลี่เหมยจงใจเน้นเสียงเย้าหยวนเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงฐานะที่แท้จริงของเขาที่นางล่วงรู้ "ท่านจะเลือกจับกุมข้าในฐานะผู้ต้องสงสัย หรือจะร่วมมือกับข้าเพื่อกอบกู้เสบียงแห่งกองทัพนี้กันแน่?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม หลี่จวินหรงจ้องมองรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปากของนาง หัวใจที่ด้านชาในสนามรบกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด สตรีผู้นี้อันตราย ยิ่งใหญ่นัก และช่างเย้ายวนใจให้เขาอยากสยบให้ราบคาบ
"น่าสนใจยิ่ง..." หลี่จวินหรงเหยียดยิ้มร้ายกาจ มือหนายื่นออกไปหมายจะเชยคางมนขึ้นมาพิจารณาให้ถ้วนถี่ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน ตามด้วยเสียงทุบประตูดังปึงปัง
"ท่านผู้ตรวจการ! ด่วนครับ! เกิดเรื่องใหญ่ที่คลังเสบียงหลวงแล้ว!"
เสียงรายงานร้อนรนขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียด หลี่เหมยชักใบหน้าถอยห่างอย่างรวดเร็วก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะแตะโดนผิวแก้ว นางเก็บแผนที่พับใส่ซองอย่างสุขุม ราวกับล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว
หลี่จวินหรงชักมือกลับด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย นัยน์ตาลุกโชนด้วยโทสะที่ถูกขัดจังหวะ เขากวาดสายตามองหญิงสาวด้วยความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะหันไปตวาดสั่งการเสียงก้อง "เข้ามา!"
ทหารสื่อสารวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ก่อนจะเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
"เกิดเพลิงไหม้ที่คลังเสบียงหมายเลขสาม... และ... และเสบียงสำรองทั้งหมดถูกสาดด้วยน้ำกรดจนเสียหายใช้การไม่ได้แล้วครับท่าน!"
ดวงตาคมกริบของหลี่จวินหรงหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับพายุคลั่ง นี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่มันคือการลอบวางเพลิงเพื่อทำลายล้างเสบียงของกองทัพในกำมือเขาอย่างจงใจ!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ท่ามกลางความตระหนกตกใจของนายทหารหนุ่ม ลี่เหมยกลับค่อยๆ ก้าวเดินไปหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสีขาวบนโต๊ะขึ้นมา นางรินชาอุ่นๆ ลงในถ้วยอย่างเชื่องช้า ท่าทางสงบนิ่งราวกับสายน้ำ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆ ทั้งสิ้น
นางยื่นถ้วยชาส่งให้หลี่จวินหรงที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความโกรธ พร้อมกับเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของเขา
"ท่านผู้ตรวจการ... หมากตาแรกบนกระดานนี้ ถูกเดินโดยศัตรูของท่านแล้ว... ท่านจะยอมให้พวกมันกินขุน หรือจะให้ข้าสอนวิธีพลิกกระดานตานี้ให้ท่านดูดีล่ะเพคะ?"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตาไปพร้อมกับตัวละครอันล้ำลึกนี้นะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ•ตอนที่ 2
กลยุทธ์แรกบนผืนนา
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!