กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ•ตอนที่ 1

หวนคืนสู่ยุคสมัยที่ไร้ชื่อ

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอับของฟางข้าวเก่าและกลิ่นดินโคลนที่ชื้นแฉะ ลอยอบอวลบาดลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสจนน่าสะอิดสะเอียน ลี่เหมยมิได้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงไก่ขันหรือแสงอาทิตย์ทอประกาย หากแต่ถูกปลุกให้เร้นกายตื่นจากห้วงนิทราด้วยความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วไปตามข้อต่อกระดูก ราวกับร่างเนื้อนี้เพิ่งผ่านการถูกโบยด้วยท่อนซุงมาหมาด ๆ นิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดพู่กันวางกลยุทธ์การศึกสะท้านแผ่นดิน ค่อย ๆ ขยับเขยื้อนอย่างยากลำบาก บนผิวเนื้อหยาบกร้านและมีรอยแตกยับย่นอันเป็นเครื่องหมายการค้าของชนชั้นกรรมาชีพในยุคสมัยที่ผู้คนต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ลี่เหมยหรี่ตาลงปรับรับแสงสว่างอันน้อยนิดที่ลอดผ่านรอยต่อของฝาผนังไม้ไผ่ผุพัง นางมิใช่สตรีชาวบ้านวัยยี่สิบเศษที่ควรจะนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงดินเผาแข็งกระด้างนี้ แต่นางคือ... กุนซือหญิงผู้กุมชะตาแคว้นในหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน ไฉนจึงมาติดอยู่ในร่างของหญิงสาวชาวนาจีนยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบ ที่แม้แต่ข้าวต้มสักถ้วยยังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย "นังตัวดี! นอนอืดเป็นผีตายซากอยู่ได้ ถึงเวลาออกไปขุดมันเทศหลังแปลงนาแล้ว! ถ้าวันนี้ทำยอดไม่ถึงเกณฑ์โควต้าของคอมมูน อย่าหวังว่าจะได้เอาข้าวเข้าปากแม้แต่เมล็ดเดียว!" เสียงแหลมสูงตวาดแผดก้องทะลุกรอบประตูไม้เก่าคร่ำคร่าเข้ามา พร้อมกับเสียงกระทืบเท้าหนัก ๆ ของสะใภ้ใหญ่ตระกูลจ้าว ที่มักใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือระบายความอัดอั้นตันใจในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ลี่เหมยมิได้สะดุ้งหวาดกลัวดังเช่นเจ้าของร่างเดิม นางเพียงปรือตาขึ้นช้า ๆ แววตาดำขลับคู่นั้นปราศจากความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู สติปัญญาอันเฉียบคมเริ่มประมวลผลสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นสาบโคลน เสื้อผ้าปะชุนสีเขียวขี้ม้าซีดจาง และป้ายประกาศนโยบายรัฐที่ติดอยู่หน้าลานหมู่บ้านในความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามา นี่ค่ายแรงงานชนบทในปี 1978 ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ผู้คนยังคงหิวโหยและถูกกักขังอยู่ใต้กรอบอุดมการณ์อันเข้มงวด "ข้าไม่ได้ยินเสียงตอบรับ! นังสารเลว หรือว่าเจ้าอยากจะถูกส่งไปให้คณะกรรมการปฏิวัติสอบสวนข้อหาขี้เกียจสันหลังยาวอีกรอบ?" เสียงนั้นแหลมบาดหูยิ่งขึ้น พร้อมกับมือหยาบที่กระชากบานประตูเปิดออกอย่างแรงจนฝุ่นตลบฟุ้ง ลี่เหมยค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างสง่างาม ท่าทีและการเคลื่อนไหวของนางเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนโดยธรรมชาติ แม้จะสวมชุดผ้าฝ้ายหยาบสีหม่นไร้ราคา แต่วิญญาณของยอดกุนซือหาได้เสื่อมถอยตามสภาพสังขาร นางปรายตามองผู้มาเยือนด้วยสายตานิ่งสนิท คมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก จนสะใภ้ใหญ่ตระกูลจ้าวที่กำลังจะพุ่งเข้ามาโวยวายถึงกับชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว ความกดดันประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบางนั้น ทำให้บรรยากาศในห้องแคบ ๆ เย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน "เจ้า... มองหน้าข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?" สะใภ้ใหญ่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าลงไปหลายส่วนโดยไร้สาเหตุ ลี่เหมยแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่มิได้ไปถึงดวงตา คล้ายพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่กำลังประเมินเหยื่อในกรงขัง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น่าเกรงขามจนอีกฝ่ายต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง "พี่สะใภ้... ยามนี้ตะวันยังไม่ทันพ้นยอดไม้ ไฉนจึงรีบร้อนเร่งเร้าให้ข้าไปเผชิญความตายที่แปลงนาเสียแล้วเล่า? งานหนักหนาปานนั้น หากทำด้วยความรีบร้อน ผลลัพธ์ย่อมสูญเปล่า... ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ?" คำพูดราบเรียบแต่แฝงด้วยนัยยะอันลึกซึ้งทำเอาสะใภ้ใหญ่พูดไม่ออก นางอ้าปากพะงาบ ๆ คล้ายปลาขาดน้ำ ก่อนที่ความโกรธจะเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวชั่วครู่ "เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า! ไป! ออกไปทำงานเดี๋ยวนี้!" ลี่เหมยมิได้โต้เถียง นางเพียงก้าวลงจากเตียงด้วยจังหวะจะโคนอันงดงาม ราวกับกำลังย่างก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง มากกว่าจะออกไปลุยโคลนตมในแปลงนา ทว่า ในวินาทีที่นางก้าวพ้นธรณีประตู สายตากลับสะดุดเข้ากับเงาร่างสูงตระหง่านของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนพิงกำแพงดินอยู่ไม่ไกล เขาแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มสะอาดตา แม้รอยยับย่นเล็กน้อยจากการเดินทางจะปรากฏให้เห็น แต่รัศมีความเยือกเย็น ดุร้าย และอำนาจอันล้นเหลือที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินผา คิ้วหนาพาพาดเฉียงดั่งกระบี่ และดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่นาง นิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมจนแทบจะทะลุปรุโปร่งถึงความคิดเบื้องลึก หลี่จวินหรง นายทหารระดับสูงจากส่วนกลาง ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือค่ายทหารและเขตปกครองแถบนี้ ยืนกอดอกมองสตรีตรงหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้ระคนระแวง เหตุใดสตรีชาวบ้านที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนแอและโง่เขลาผู้นี้ ถึงมีประกายตาของนักล่าซ่อนอยู่? ลมหนาวพัดโชยเศษฝุ่นละอองปลิวผ่านระหว่างคนทั้งสอง ลี่เหมยหยุดชะงักฝีเท้า นางสบตากับบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในยุคสมัยนี้อย่างไม่เกรงกลัว ในขณะที่มุมปากหยักลึกของหลี่จวินหรงค่อย ๆ ยกย่องขึ้นอย่างมีความหมาย พร้อมกับที่เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังว่า "น่าสนใจ... สตรีชาวบ้านไร้ชื่อเช่นเจ้า เหตุใดจึงมีกลิ่นอายของสนามรบติดตัวมาด้วยเล่า?" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เฉินเว่ยสายลุย" ในตอนแรกนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%