..."ข้อหากบฏต่อแผ่นดิน... ช่างเป็นวาทกรรมที่หนักหน่วงยิ่งนักสำหรับบัณฑิตผู้หนึ่ง ท่านอ๋องทรงใช้เกณฑ์อันใดมาวัดว่ารอยหมึกบนกระดาษสา กับเศษเหรียญแดงในตลาดชายแดน สิ่งใดกันแน่ที่สั่นคลอนบัลลังก์มังกร"
น้ำเสียงของลี่เหมยราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมไหว นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อคมดาบที่พาดผ่านลำคอ หรือแม้กระทั่งประกาศิตแห่งความตายที่หลี่จวินหรงเพิ่งประกาศกร้าวออกไป ดวงตาหงส์คู่สวยคู่นั้นยังคงฉายแววเยือกเย็น นิ่งสงบดั่งหินผาที่ตั้งตระหง่านท้าทายคลื่นลม
ในห้องรับรองอันคับแคบของเรือนรับรองเขตชายแดน กลิ่นอายของยุคสมัยที่กำลังผันผ่านลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นฝุ่นดินและกลิ่นอายควันปืน หลี่จวินหรงในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกเข้ม ประดับอินทรธนูและเข็มขัดหนังแท้รัดเอวสอบแน่นหนา ร่างกายกำยำสูงใหญ่แผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในระยะประชิด จนกลิ่นกายบุรุษและกลิ่นอายอำนาจกดดันแผ่ซ่านเข้าสู่โสตประสาท
ชั่วพริบตานั้นเอง ความแตกต่างระหว่างโลกสองใบก็ปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด...
บนร่างของหลี่จวินหรงคือสัญลักษณ์แห่งความดุดัน อำนาจรัฐทหาร และความเด็ดขาดของยุคเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้กำลังสยบความวุ่นวาย ทว่าบนร่างของลี่เหมย กลับสวมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายเมฆมงคลสีครามเข้ม ทอด้วยดิ้นเงินประณีตบรรจงตามแบบแผนราชสำนักโบราณ ผสมผสานกับกางเกงทรงตรงสมัยใหม่ที่นางดัดแปลงตัดเย็บขึ้นเองเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและยุคสมัยถูกย่นย่อเหลือเพียงช่องว่างระหว่างคนทั้งสองที่ยืนประจันหน้ากัน
"เจ้ากล้าดียังไงมาต่อรองกับข้า ในยามที่ป้ายคำสั่งประหารอยู่ในมือของข้าแล้ว ลี่เหมย" หลี่จวินหรงโน้มใบหน้าคมคายลงมาต่ำ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนุ่ม สันจมูกโด่งเป็นสันคมอยู่ห่างจากพวงแก้มของนางเพียงคืบเดียว ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่าคู่นั้นกวาดมองสำรวจชุดผ้าไหมผสมผสานที่นางสวมใส่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้ดีว่าเสื้อผ้าที่นางเลือกใส่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แฟชั่นแปลกตา แต่มันคือสัญลักษณ์ของการประกาศตัวตน—สตรีที่ไม่อยู่ใต้กรอบของยุคเก่า และไม่ยอมจำนนต่ออำนาจใด
ลี่เหมยไม่หลบสายตา นางเงยหน้าขึ้นสบประสานกับดวงตาดุดันคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากบางยกยิ้มบางเบา ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางเหมันต์อันหนาเหน็บ
"อำนาจของท่านอ๋องอาจเด็ดขาดดั่งคมดาบที่พร้อมตัดศีรษะคนได้ในดาบเดียว... แต่ท่านก็รู้ดีว่า หากไม่มีระบบการค้าเสบียงที่ข้าจัดตั้งขึ้น ทหารครึ่งแสนของท่านในค่ายกลยุทธ์ทางเหนือคงอดตายก่อนจะได้ยกทัพไปถึงชายแดนตะวันตกเสียด้วยซ้ำ" คำพูดของนางเชือดเฉือนแต่ไร้รอยแผล เป็นคมดาบที่ซ่อนอยู่ภายใต้วาจาอันนุ่มนวลและรอยยิ้มปานหยาดน้ำค้าง
หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและอันตราย มือหนาที่ผ่านการจับดาบและบังคับบัญชากองทัพมาโชกโชน เอื้อมมือออกไปสัมผัสปลายปกเสื้อผ้าไหมปักลายเมฆของนาง นิ้วมือหยาบกร้านไล้ผ่านเนื้อผ้าชั้นดีอย่างถือวิสาสะ ลี่เหมยสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่นางยังคงยืนนิ่ง ไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ครึ่งก้าว
"ปากกล้า... แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าราชสำนักจะปล่อยให้สตรีผู้หนึ่งเข้ามาบงการกลไกเศรษฐกิจและการทหารตามอำเภอใจ พระราชโองการฉบับนี้ไม่ได้มีไว้ล้อเล่น ลี่เหมย หากข้าไม่พาตัวเจ้ากลับเมืองหลวงในฐานะนักโทษกบฏ เจ้าก็ต้องไปในฐานะ... พระชายาของข้า"
ประโยคสุดท้ายถูกกระซิบแผ่วเบarข้างใบหู น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความเยียบเย็นและจริงจังจนน่าขนลุก ลี่เหมยชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเกิดสะดุดลงชั่วขณะ นางหรี่ตามองเขาอย่างพิจารณา ประเมินความเป็นไปได้ทุกทางภายใต้สถานการณ์อันพลิกผันนี้ การแต่งงานทางการเมืองเพื่อผนวกอำนาจกองทัพกับเครือข่ายการค้า นี่คือหมากตาใหญ่ที่นางคำนวณไว้แล้ว... แต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วและรุนแรงเช่นนี้
"ท่านอ๋องทรงตรัสราวกับว่า ชีวิตของข้าเป็นเพียงหมากรุกตัวหนึ่งในกระดานของพระองค์" นางเอ่ยเสียงเบา แต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ
"ใช่... และเจ้าคือหมากตัวเดียวที่ข้าไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด" หลี่จวินหรงตอบกลับทันควัน สายตาคมกริบเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความปรารถนาอันดุดันที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้หน้ากากของแม่ทัพผู้เย็นชา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด จนแทบจะหลอมรวมความรักและความเกลียดชังเข้าไว้ด้วยกัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งตามสัญญาณลับทางราชการ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานจากนายกองทัพหน้าดังลอดเข้ามาด้วยความร้อนรน "มีม้าเร็วจากเมืองหลวงนำ 'ราชโองการลับตราประทับหยกมังกรทอง' มาส่งถึงมือท่านโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ แจ้งว่าเป็นเรื่องด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์ในราชสำนัก!"
หลี่จวินหรงชักมือที่จับปกเสื้อของลี่เหมยกลับอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบหันไปมองที่ประตูห้องทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขายิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ลี่เหมยแอบผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับสายตาที่หรี่แคบลงด้วยความครุ่นคิด—ราชโองการลับจากเมืองหลวงในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าคลื่นใต้น้ำในราชสำนักได้ซัดสาดมาถึงชายแดนเร็วกว่าที่คาดไว้
มือหนาของท่านอ๋องรับม้วนกระดาษประทับตราหยกสีชาดจากนายกองทัพด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขากวาดสายตาอ่านข้อความข้างในอย่างรวดเร็ว ก่อนที่นัยน์ตาคู่คมจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งจากบุรุษผู้ไม่เคยสะท้านต่อสิ่งใด
หลี่จวินหรงหันกลับมามองลี่เหมยอีกครั้ง ชั่วขณะนั้น สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัว และประโยคถัดมาที่หลุดจากปากของเขาก็ทำให้ลมหายใจของนางเกือบหยุดชะงัก...
"ราชโองการไม่ได้สั่งให้จับกุมเจ้าในฐานะกบฏ..." หลี่จวินหรงแค่นยิ้มเยียบเย็น ดวงตาดุดันมองตรงมาที่นางราวกับจะกลืนกิน "แต่มันสั่งให้ประหารชีวิตกุนซือลี่... ภายในคืนนี้ ก่อนที่ข้าจะทันได้แต่งตั้งเจ้าเป็นพระชายา!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินหมากอันดุเดือดนี้ด้วยกันนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ•ตอนที่ 6
ผ้าไหมกับเสื้อกั๊กทหาร
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!