หมายค้นฉบับนั้นประทับตราสีชาดเด่นชัด เนื้อกระดาษหยาบกระด้างตามแบบฉบับราชการยุคเปลี่ยนผ่านสะท้อนใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดวับวาม นายทหารผู้นั้นแย้มยิ้มเย็นเยียบ แววตากวาดมองผ่านโครงสร้างโกดังเก็บสินค้าที่ลี่เหมยเพิ่งพัฒนาขึ้นด้วยระบบบัญชีสมัยใหม่ กลิ่นอายของความอิจฉาริษยาและผลประโยชน์ที่ถูกแย่งชิงอบอวลปะปนกับกลิ่นฝุ่นผงแป้งข้าวโพดและเกลือสินเธาว์
"สมคบคิดกับต่างชาติ... กักตุนเสบียง... ข้อกล่าวหานี้หนักหนานัก ท่านนายพลจ้าวคงทุ่มเทกำลังไม่น้อยจึงร่างข้อความเหล่านี้ขึ้นมาได้รวดเร็วเพียงนี้"
ลี่เหมยมิได้สะท้านสะเทือน ร่างระหงในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามเข้มปักลายเมฆมงคลเรียบง่ายตามธรรมเนียมยุคเจ็ดสิบยังคงยืนหยัดตรงมั่นคง ดวงหน้าเรียบเนียนดั่งหยกขาวไร้รอยตำหนิปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา นางยกมือขึ้นจัดปลายแขนเสื้อให้เข้าที่อย่างใจเย็น ท่วงท่าสง่างามราวนางพญาผู้กุมชะตาฟ้าดิน หาใช่สตรีสามัญที่กำลังเผชิญหน้ากับอำนาจมืดของท้องถิ่นไม่
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นปูนอย่างหนักแน่นและเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกเข้ม ท่าทางองอาจดุดันแผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจนนายทหารผู้นั้นถึงกับหน้าถอดสี
"ใครให้พวกเจ้าใช้คำพูดสามหามเช่นนี้กับนางเอกสารนั่น... นำมาให้ข้าดู"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดุจพญาเสือคำรามก้องกังวาน ท่านอ๋องหลี่จวินหรงในร่างนายทหารระดับสูงก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าลี่เหมย ร่างสูงใหญ่บังรัศมีแสงไฟเกือบมิด เขายื่นมือหนาคว้าหมายค้นจากมือของนายทหารผู้นั้นมาถือไว้ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดตามองตัวอักษรเพียงชั่วพริบตา มุมปากหยักลึกยกยิ้มเหยียดหยาม "อำนาจของกองพลน้อยที่สาม กล้าดีอย่างไรถึงกล้าใช้ออกคำสั่งในเขตรับผิดชอบพิเศษของข้า"
"ทะ... ท่านแม่พล..." นายทหารผู้นั้นตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬแตกพลั่ก แม้ว่าเบื้องหลังจะมีตระกูลผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นคอยหนุนหลัง แต่บารมีอันนองเลือดและเด็ดขาดของหลี่จวินหรงในสมรภูมิรบย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ จะต่อกรได้
ลี่เหมยเหลือบสายตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่ยืนบังลมฝนให้นาง ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างวาดผ่านก้นบึ้งหัวใจ แม้พวกเขายังคงต้องรักษาท่าทีและสถานะ แต่ความผูกพันที่หล่อหลอมผ่านอันตรายหลายครั้งหลายหนทำให้ความเยือกเย็นของนางสั่นคลอนไปชั่วขณะ นางเอื้อมมือเรียวไปแตะชายเสื้อคลุมของเขาเบาๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณให้ระงับโทสะ
หลี่จวินหรงรับรู้สัมผัสนั้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความดุร้ายที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล ดวงตาดำมืดหันกลับมามองสตรีด้านหลังชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตากลับไปจ้องเขม็งยังกลุ่มคนเบื้องหน้า "บอกนายของพวกเจ้า... หากอยากได้เสบียงและสิทธิ์การค้าในเขตนี้ ให้ใช้ความสามารถบนโต๊ะเจรจา อย่าใช้เล่ห์กลสกปรกเช่นนี้อีก ไสหัวไป!"
สิ้นคำประกาศิต ฝ่ายผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจำต้องถอยร่นออกไปอย่างไม่เต็มใจ ความสำเร็จทางการค้าและการบริหารจัดการคลังสินค้าของลี่เหมยได้เริ่มสั่นคลอนรากฐานผลประโยชน์เดิมที่พวกมันผูกขาดมานานหลายทศวรรษ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าขาย แต่มันคือสงครามแย่งชิงอำนาจเศรษฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่านที่เดิมพันด้วยชีวิต
ยามค่ำคืนมาเยือน ความเงียบสงบปกคลุมเรือนพักรับรองโบราณที่ถูกรีโนเวทใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษสา ทอดเงาสองร่างที่กำลังนั่งเผชิญหน้ากันบนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายโบราณ
"เจ้าประเมินความโลภของพวกมันต่ำไป" หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ เขาคีบถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบ สายตาคมปลาบยังคงจับจ้องใบหน้าเนียนใสของสตรีตรงข้าม "จ้าวหย่งเหิงไม่มีทางรามือเพียงเพราะคำขู่ของข้าแน่ พรุ่งนี้... มันจะเล่นงานเจ้าในระดับนโยบาย"
ลี่เหมยรินชาใส่จอกให้เขาอย่างเชื่องช้า กลิ่นหอมกรุ่นของชาผู่เออร์ลอยฟุ้งกลบกลิ่นอายความตึงเครียด นางแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาสุกใสเป็นประกายราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกหมากกล "ท่านอ๋อง... หม่อมฉันมิได้ประมาท เพียงแต่กำลังรอให้พวกมันแสดงไพ่ใบสุดท้ายออกมาต่างหาก การตัดกิ่งก้านสาขาต้องรอให้รากแก้วโผล่ขึ้นมาก่อน ถึงจะถอนรากถอนโคนได้คราวเดียวไม่ใช่หรือครับ?"
สรรพนามและน้ำเสียงที่นางจงใจหยอกเย้าทำให้มุมปากของท่านอ๋องกระตุกเล็กน้อย บุรุษผู้เย็นชาและดุดันผู้นี้มักจะพ่ายแพ้ให้กับความเฉลียวฉลาดเกินวัยและรอยยิ้มที่ซ่อนคมดาบของนางอยู่ร่ำไป เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นไMอฝนและบุหรี่จางๆ ล้อมรอบตัวนางไว้
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก ลี่เหมย... หากวันหนึ่งเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ข้าจะเอาผิดใคร?"
"ท่านก็เอาชีวิตของท่านมาเดิมพันกับหม่อมฉันสิครับ" นางตอบกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบอย่างไม่หลบเลี่ยง ความใกล้ชิดทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความเคร่งเครียดทางการเมืองกลายเป็นความเร่าร้อนลึกซึ้งที่ยากจะต้านทาน
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันกำลังถักทอความหวานล้ำ ทันใดนั้น... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านอวี้ที่หน้าห้อง
"รายงานท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ..." พ่อบ้านอวี้ละล่ำละลักด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "สินค้าล็อตใหญ่ที่สุดที่กำลังจะส่งออกไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถูกทางการสั่งอายัดกะทันหัน... และ... และมีราชโองการลับส่งตรงจากเมืองหลวง ระบุชื่อของคุณลี่เหมยโดยตรงขอรับ!"
หลี่จวินหรงชะงัก ถ้วยชาในมือหยุดค้างกลางอากาศ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาในเสี้ยววินาที ขณะที่ลี่เหมยหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไป เหลือเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็ง
มือเรียวยาวของท่านอ๋องค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระทบเบาหูแต่น่าสะพรึงกลัวราวกับเสียงระฆังแห่งความตาย
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยกันนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ•ตอนที่ 8
ลมพายุที่กำลังก่อตัว
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจในชุดเครื่องแบบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!