“ท่านกำลังเล่นกับไฟ, ใต้เท้าหลี่”
น้ำเสียงของซูเหม่ยหลินราบเรียบ ทว่าสั่นระริกด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น เทียนไขบนโต๊ะไม้จันทน์หอมวูบไหวตามกระแสลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักที่ปิดไม่สนิท เงาของร่างสองร่างทาบทับกันบนผนังห้องหนังสือลับ ประสานกันราวกับไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แม้ในความเป็นจริงแล้ว เส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องตามกฎหมายกับวิถีแห่งความอยู่รอดของตระกูลพวกเขานั้นอยู่คนละฟากฝั่งของเหวลึก
หลี่จวินหรงไม่ขยับเขยื้อน เขายังคงนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน กลิ่นอายความน่าเกรงขามแผ่ซ่านรอบตัวเช่นเคย แต่ดวงตาคมกริบภายใต้ขนตาดกหนานั้นไม่ได้ทอดมองไปที่ฎีกาหรือเอกสารลับตรงหน้า กลับจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นของนาง
“ไฟกองนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มลุก, แม่นางซู” เขากล่าวเสียงทุ้มต่ำ กังวานและทรงอำนาจพอที่จะกดดันให้คนใจเสาะคุกเข่า “แต่มันลุกโชนมาตั้งแต่คืนที่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องทำงานของข้าเพื่อขโมยบัญชีลับฉบับนั้นแล้ว... และข้าก็ปล่อยให้มันไหม้ลามเลียมาจนถึงตอนนี้ โดยไม่เคยคิดจะดับมันเลยต่างหาก”
หัวใจของเหม่ยหลินกระตุกวูบ คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่หนักหน่วงราวกับภูเขาตกลงมาทับทรวงอก นางแค่นยิ้มหยันออกมาเล็กน้อยเพื่อปกปิดความปั่นป่วนที่กำลังตีรวนในช่องท้อง พยายามดึงสติและเกราะกำบังทางจิตวิญญาณกลับคืนมา
“ใต้เท้าหลี่ช่างใจกว้างเหลือเกิน... หรือท่านแค่วางแผนจะใช้ข้าเป็นหมากตัวหนึ่งเพื่อล่อปลาตัวใหญ่ในราชสำนักกันแน่?”
“ถ้าเจ้าเป็นแค่หมาก... ข้าคงสั่งประหารหรือส่งตัวเจ้าให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว” หลี่จวินหรงลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเขาทำให้บรรยากาศในห้องแคบลงถนัดตา ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งที่นางยืนอยู่ทีละก้าวอย่างจงใจ “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เก็บมีดปลายแหลมไว้ใกล้หัวใจตัวเองโดยไม่ระวัง... แต่ข้าเลือกที่จะยอมเจ็บตัว หากมีดเล่มนั้นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ารู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่”
คำพูดของเขาไม่ใช่สำนวนเกี้ยวพาราสีไร้สาระ มันคือการเปิดเผยความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากขุนนางผู้ไร้หัวใจ และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับซูเหม่ยหลิน
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ จนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นตำราหนักอึ้ง หลี่จวินหรงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขายื่นมือข้างหนึ่งไปทาบกับชั้นไม้ข้างศีรษะของนาง กักขังร่างเพรียวบางไว้ในอาณาเขตของเขา กลิ่นอายบุรุษผสมกับกลิ่นหมึกจีนและจันทร์หอมโชยเข้าจมูกจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดทำให้สติของนางพร่าเลือนมากกว่ากัน
“ท่านถอยไป...” นางกระซิบ เตือนด้วยเสียงที่ขาดความมั่นคงอย่างสิ้นเชิง
“ข้าถอยไม่ได้อีกแล้ว, หลินเอ๋อร์”
เสียงเรียกชื่อจริงของนางที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ร่วง แต่มันกลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงคำรามของฟ้าผ่า นี่คือครั้งแรกที่เขาละทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์และพิธีรีตองทั้งหมด หลี่จวินหรงก้มหน้าลงมองนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาของนางเพียงผู้เดียว เต็มไปด้วยความโหยหาที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน
“เราต่างฝ่ายต่างปกป้องเป้าหมายของตัวเอง” นางพยายามงัดเอาเหตุผลขึ้นมาสู้ แม้ว่ามือที่กำชายเสื้อคลุมแน่นจะสั่นเทา “ท่านมีแผ่นดินที่ต้องค้ำ
ข้ามีหนี้เลือดที่ต้องชำระ... เส้นทางของเราไม่มีวันบรรจบกัน ใต้เท้า ท่านก็รู้ดีแก่ใจ”
“ถ้าเส้นทางมันขนานกันไม่ได้... เราก็แค่สร้างทางเดินใหม่ขึ้นมาด้วยกัน” นิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมออกไป ปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของนางให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วที่แตะโดนผิวแก้มทำให้ลมหายใจของเหม่ยหลินสะดุด “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเอกสารที่เจ้าพยายามหา ไม่ได้มีแค่เรื่องล้างมลทินตระกูลซู... แต่มันโยงใยถึงหลักฐานการทุจริตของตระกูลอัครเสนาบดี ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่สั่งฆ่าล้างโคตรเจ้าเมื่อสิบปีก่อน”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง นางจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขารู้... เขารู้ทุกอย่างมาตลอด และยังคงปล่อยให้นางเดินหน้าค้นหาความจริง โดยที่เขาคอยกางปีกปกป้องเงาอันตรายที่พุ่งเป้ามาที่นางอย่างเงียบเชียบ
“ท่าน... ทำไมถึง...”
“เพราะข้าทนเห็นเจ้าเดินเข้าสู่ความตายโดยลำพังไม่ได้” คำตอบของเขาหนักแน่นและจริงจังจนไม่มีช่องให้สงสัย “ข้าอาจจะเป็นขุนนางหน้าตายที่ยึดมั่นในกฎหมาย แต่ข้าก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง... ที่รู้จักเจ็บปวดเป็น เมื่อเห็นผู้หญิงที่ข้าปรารถนาจะปกป้อง กำลังเอาชีวิตเข้าแลกกับความยุติธรรมที่เน่าเฟะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับจังหวะการหายใจที่สอดประสานกัน ความรู้สึกที่เกินเลยกว่าคำว่า "พันธมิตร" หรือ "ผู้ร่วมมือ" ได้พังทลายกำแพงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากจนหมดสิ้น นี่ไม่ใช่แค่ความหลงใหลชั่ววูบ แต่มันคือการผูกAร0จิตวิญญาณของสองคนที่ฉลาดและโดดเดี่ยวที่สุดในเมืองหลวง เข้าหากันด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบาดแผลของกันและกัน
เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและกำแพงน้ำแข็ง บัดนี้ยอมจำนนต่อความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก นางเอื้อมมือขึ้นสัมผัสลาดไหล่กว้างของเขาเบาๆ เป็นการยอมรับความจริงที่ไม่อาจหลีก
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะขยับเข้าหาเพื่อปิดระยะห่างอันยาวนาน...
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันเบามากๆ ดังมาจากด้านหลังฉากกั้นลายปักรูปพยัคฆ์คำรามที่ตั้งอยู่มุมห้อง!
หลี่จวินหรงเปลี่ยนสีหน้าในเสี้ยววินาที ร่างกายพุ่งตัวออกไปคว้ากระบี่ที่แขวนอยู่บนผนังด้วยความเร็วระดับพายุหมุน พร้อมกับใช้แขนอีกข้างโอบกอดร่างของเหม่ยหลินให้หลบมาอยู่ด้านหลังเขาทันที
“ใครอยู่ตรงนั้น!” เสียงคำรามต่ำของราชเลขาธิการดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ปลายกระบี่คมกริบพุ่งทะลุผ่านผ้าไหมปักราคาแพงจนขาดวิ่น
ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลปริศนา มีเพียงเงาสودสายหนึ่งที่พุ่งทะยานผ่านหน้าต่างออกไปในความมืดมิดของราตรี แต่สิ่งที่ทิ้งไว้บนพื้นห้องเบื้องหน้าพวกเขา ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ต้องหยุดชะงักลง
มันคือ "ป้ายหยกประจำตัว" ของขันทีคนสนิทแห่งตำหนักใน... ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่พวกเขากำลังตามหาเพื่อเชื่อมโยงคดีฆาตกรรมขุนนางคลังเมื่อปีก่อน!
หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับก้าวต่อไปของเหม่ยหลินนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - หมอกเหมยปลายฤดู -
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 26
คืนที่ความจริงปรากฏ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!