หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 10

ค่ำคืนแห่งการวางแผน

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
คราบหมึกสีดำเข้มข้นบนกระดาษสาเนื้อดีราคาแพงเปรียบเสมือนร่องรอยของคมดาบที่ซัดฟาดกันในความเงียบงัน เสียงปลายพู่กันขนหมาป่ากระทบลงบนผิวสัมผัสด้านของกระดาษดังสม่ำเสมอ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่อยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของราชเลขาธิการ ซูเหม่ยหลินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นถึงราชเลขาธิการผู้กุมกฎหมายทั่วหล้า แม้ว่าปลายคางของเขาจะอยู่ห่างจากหัวไหล่นางไม่ถึงคืบในยามที่เขาก้มลงชี้จุดบอดในบัญชีลับของกรมคลัง "เจ้าประเมินความโลภของหลี่ว์กงกงต่ำเกินไป" เสียงทุ้มต่ำเจือความแห้งผากเล็กน้อยดังขึ้นเหนือศีรษะของนาง ลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นจางๆ ของชาผู่เออร์และกลิ่นหมึกชั้นดีเป่ารดลงบนเส้นผมสีดำขลับที่ถูกรวบไว้ด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย "และใต้เท้าหลี่ก็ประเมินความเด็ดเดี่ยวของข้าสูงเกินไปเช่นกันค่ะ" ซูเหม่ยหลินตอบกลับโดยไม่หยุดมือ ปลายพู่กันในมือเรียววัดขนาดเส้นกราฟการทุจริตย้อนหลังเจ็ดปีได้อย่างแม่นยำรา3กับจับวาง "ถ้าข้าไม่เดินหมากตานี้ หลุมพรางที่ท่านขุดไว้รอรับรองว่าคงพังทลายก่อนที่เหยื่อจะก้าวขาลงไปเสียด้วยซ้ำ" หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าที่ฉลาดเป็นกรดและดื้อรั้นจนน่าตีให้เข็ด นางไม่ได้สวมใส่อาภรณ์หรูหราสมฐานะบุตรีขุนนางใหญ่ หากแต่สวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาเรียบง่ายเพื่อความคล่องตัวในการรื้อค้นเอกสารลับ ยิ่งยามที่แสงตะเกียงน้ำมันหอมกะพริบไหว เงาของขนตาลงแพรวพราวบนโหนกแก้มเนียนยิ่งขับเน้นความงามอันเยือกเย็นและอันตรายออกมาอย่างเด่นชัด บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อุดมการณ์ที่แตกต่างกันสุดขั้ว—ฝ่ายหนึ่งต้องการชำระล้างแผ่นดินด้วยกฎหมายอันเที่ยงธรรม แต่อีกฝ่ายกลับเลือกใช้กลลวงสกปรกและหมากทุกตัวเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูล—กลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ดึงดูดคนทั้งสองให้เข้ามาใกล้กันทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว เวลาล่วงเลยผ่านยามอู่ (11.00-12.50 น.) สู่ยามโฉ่ว (01.00-02.59 น.) จนกระทั่งแสงสีครามจางๆ เริ่มแตะขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ทั้งห้องยังคงจมอยู่กองกระดาษฎีกาและบัญชีส่วยนับร้อยฉบับ ซูเหม่ยหลินขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากท่านั่งหลังขดหลังแข็งมาหลายชั่วยาม เผลอส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอเมื่อกล้ามเนื้อช่วงเอวและหัวไหล่ประท้วงด้วยความล้า ทว่าในจังหวะที่นางเอี้ยวตัว แขนเสื้อกว้างก็กวาดเอาถาดหมึกสำรองบนโต๊ะจนเกือบจะร่วงหล่น ไวเท่าความคิด มือหนาของหลี่จวินหรงคว้าหมัดหมึกนั้นไว้ได้ทัน ฝ่ามือใหญ่ของเขาจึงทาบทับลงบนหลังมือเรียวของนางโดยไม่ตั้งใจ ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของหญิงสาวปะทะเข้ากับความอุ่นซ่านจากฝ่ามือของบุรุษ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที เสียงแมງไม้ราตรีด้านนอกหน้าต่างคล้ายเงียบเสียงลง เหลือเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนอยู่ในอกของคนทั้งคู่ ซูเหม่ยหลินชะงักค้าง นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตาคู่คมที่มักจะซ่อนความเยแยะและเล่ห์กลเอาไว้เสมอ บัดนี้กลับสะท้อนภาพเงาของนางเด่นชัดราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลกำลังฉุดกระชากสติสัมปชัญญะของทั้งสองให้หลุดลอย "เหนื่อยแล้วหรือแม่นางซู" น้ำเสียงของหลี่จวินหรงเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย มันนุ่มนวลขึ้นอย่างหาได้ยาก และเจือความระคนเอ็นดูที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ "ข้าไม่เคยเหนื่อยกับการทวงความจริงค่ะ ใต้เท้าหลี่" นางกระซิบตอบ ลมหายใจอุ่นปะทะกันจนรับรู้ถึงความใกล้ชิดที่เกินเลยกว่าขอบเขตของ 'ผู้ร่วมมือ' ไปไกลลิบ "แต่ถ้าท่านยังมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้... เกรงว่าสติในการคำนวณตัวเลขของข้าคงจะพังทลายลงเสียก่อน" หลี่จวินหรงไม่ถอยหนี เขากลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายบุรุษเพศที่สะอาดสะอ้านและทรงอำนาจโอบล้อมร่างบางไว้จนมิด "ถ้าเช่นนั้น... ลองหยุดคิดเรื่องตัวเลขพวกนั้น แล้วใช้เวลาพิจารณาตัวตนของข้าดูบ้างดีหรือไม่เล่า" คำพูดสองแง่สองง่ามที่แฝงความนัยลึกซึ้งทำให้นัยน์ตาคู่สวยของซูเหม่ยหลินไหววับ นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำย้อนกลับเพื่อรักษาเชิงชั้นของกุนซือผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้งตามด้วยสัญญาณลับเฉพาะของหน่วยข่าวกรองลับ ความเงียบงันอันตรายถูกกระชากขาดวิ่นในเสี้ยววินาที หลี่จวินหรงผละมือออกจากหลังมือนางอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นราชเลขาธิการผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกดังเดิมในพริบตา "เข้ามา" เขาเอ่ยอนุญาตเสียงเข้ม เงาร่างขององครักษ์เงาพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความเร่งรีบ หยาดเหงื่อกาฬชุ่มโชกเต็มแผ่นหลัง แม้แต่ลมหายใจยังหอบกระชั้น "เรียนใต้เท้า... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เงารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ตู้เซฟลับที่ท่านซ่อนบัญชีส่วยฉบับจริงไว้ที่จวนสกุลเว่ย... ถูกคนกวาดเรียบไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ซูเหม่ยหลินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความง่วงงุนทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้ง นางหันขวับกลับมามองหลี่จวินหรงทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก ไม่ใช่ข่าวการสูญเสียหลักฐานชิ้นสำคัญ... แต่เป็นรอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของราชเลขาธิการหน้าตายผู้นั้น รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความตกใจเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขากำลังรอคอยให้ 'ใครบางคน' ขโมยมันไปตั้งแต่แรกแล้ว — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%