หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 9

ปะทะฝีปากบนหอสูง

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
"หากใต้เท้าหลี่มองว่าความยุติธรรมคือการผูกคอตายบนเส้นด้ายแห่งกฎหมายที่ท่านถักทอขึ้นมาเอง เช่นนั้นแผ่นดินนี้ก็คงกว้างใหญ่เกินกว่าที่คนตาบอดเช่นท่านจะมองเห็นความจริงเบื้องล่างแล้วล่ะค่ะ" น้ำเสียงของซูเหม่ยหลินราบเรียบ ทว่าคมกริบดั่งใบมีดที่เคลือบด้วยยาพิษ นางไม่ได้หันกลับไปมองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหลังในความมืดสลัวของหอชมดาวแปดชั้น ลมหนาวปลายฤดูพัดกรรโชกจนชายผ้าคลุมสีนิลของนางโบกสะบัดราวกับปีกของกาชาดที่พร้อมจะโผบิน ทว่าเบื้องหน้าของนางคือราตรีอันเวิ้งว้างของเมืองหลวง และเบื้องหลังคือหลี่จวินหรง—ราชเลขาธิการผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปรานี หลี่จวินหรงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นไม้สนเก่าแก่ดังเป็นจังหวะหนักแน่น สะท้อนก้องไปทั่วความเงียบงัดของหอสูงที่ถูกปิดตายจากโลกภายนอก เขาสบตากับแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างหยิ่งทะนงของนาง แววตาคมปลาวาฬของเขาสعี่ไหววูบชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก "คนตาบอดมักคิดว่าตนเองมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนที่สุดในความมืด" หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้น น้ำทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจกดดัน "เจ้ากล้าดึงสำ E-04 ออกมาจากแฟ้มลับของกรมอาญา เจ้าคงรู้ดีว่าโทษของการลักลอบเปิดเอกสารราชการคือการถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร... แม่นางซู หรือเจ้าคิดว่าชื่อเสียงของตระกูลซูที่เน่าเฟะไปแล้ว จะยังเหลือความบริสุทธิ์พอให้เจ้าเอาชีวิตมาทิ้งเล่นเช่นนี้?" ซูเหม่ยหลินหมุนตัวกลับมาอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง นางก้าวเข้ามาประชิดร่างสูงใหญ่ของเขาอย่างไม่เกรงกลัว ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองแคบลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย และกลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนผสมกับสนิมเหล็กที่ติดตัวราชเลขาธิการผู้นี้มาเนิ่นนาน "ชื่อเสียงของตระกูลซูจะเน่าเฟะหรือไม่ มิใช่หน้าที่ของขุนนางหน้าตายผู้เคร่งครัดในตัวบทกฎหมายอย่างใต้เท้าจะมาตัดสินค่ะ" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย ปลายจมูกแทบจะชนกันหากคนใดคนหนึ่งขยับเข้าไปอีกนิด "แต่สิ่งที่ท่านควรใส่ใจในเวลานี้ มิใช่การตามหาตัวคนขโมยเอกสาร... แต่เป็นการตรวจสอบดูว่า เหตุใด ‘กุญแจทองสำริด’ ที่ใช้เปิดหีบเก็บหลักฐานในคุกใต้ดิน จึงไปนอนสงบนิ่งอยู่ใต้หมอนของเสนาบดีหลิวต่างหากเล่า" หลี่จวินหรงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่แคบลง ประเมินหญิงสาวตรงหน้าใหม่อีกครั้งอย่างจริงจัง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก แรงกดดันรอบตัวพวกเขาราวกับประจุไฟฟ้าที่รอวันปะทุ หลี่จวินหรงไม่คาดคิดว่านางจะสาวเรื่องไปถึงตัวเสนาบดีหลิวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ และยิ่งไม่คาดคิดว่าสตรีผู้บอบบางนางนี้จะกล้าหยิบเอาปมลับระดับคอขาดบาดตายมาเดิมพันบนหอสูงที่ไม่มีทางหนีรอด "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, ซูเหม่ยหลิน" เขากล่าวเสียงต่ำ มือหนายื่นออกไปคว้าข้อศอกเรียวของนางไว้อย่างรวดเร็ว แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันมั่น100% จนหนีไม่พ้น "ไฟกองนี้ไม่ได้เผาแค่ตระกูลหลิว หรือกรมอาญา แต่มันจะแผดเผาแม้กระทั่งเศษกระดูกของเจ้าจนไม่เหลือซาก หากเจ้าก้าวเดินผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว" ซูเหม่ยหลินไม่สะทกสะท้าน นางก้มมองมือใหญ่ที่กุมข้อศอกตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายความดื้อรั้นและเยือกเย็นที่หลี่จวินหรงไม่เคยพบเจอจากผู้ใดมาก่อนในชีวิตราชการ "ไฟหรือคะ?" นางหัวנסนเสียงแผ่วเบาในลำคอ ราวกับเยาะหยันโชคชะตา "ใต้เท้าหลี่... ท่านคิดว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา ข้ารอดชีวิตจากกองเพลิงแห่งความอับอายมาได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะข้าคุ้นเคยกับการเดินลุยเปลวไฟมาตั้งแต่เด็กเล่า?" คำพูดนั้นสะท้านลึกเข้าไปในความรู้สึกของหลี่จวินหรง เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น และเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า กำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นโลกภายนอกกำลังถูกรอยร้าวเล็กๆ กัดเซาะ ความฉลาดเป็นกรดของนาง ความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเยือกเย็น และอุดมการณ์ที่แม้จะขัดแย้งกับวิธีการของเขาอย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับสะท้อนความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ไม่ต่างกันเลย พวกเขาสองคนเปรียบเสมือนเงาและแสงสว่างในมุมอับของราชสำนัก คนหนึ่งใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันความวุ่นวาย แต่อีกคนกลับเลือกใช้กลยุทธ์และการขุดคุ้ยความเน่าเฟะเพื่อรื้อถอนรากฐานที่ผุพัง แม้เส้นทางจะสวนทางกัน แต่จิตวิญญาณที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความจริงบางอย่างกลับดึงดูดเข้าหากันอย่างประหลาด "เจ้าต้องการอะไรกันแน่..." หลี่จวินหรงผ่อนแรงบีบลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือนาง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น ไร้ซึ่งความเยาะเย้ยถากถาง "การล่อเสือออกจากถ้ำเช่นนี้ เจ้าไม่ได้ทำเพื่อตระกูลซูเพียงอย่างเดียวแน่... บอกข้ามาว่า เจ้าเจออะไรในแฟ้ม E-04 กันแน่" ซูเหม่ยหลินยิ้มเยาะ นางขยับตัวเข้าใกล้เขาอีกก้าว จนหน้าอกแทบจะแนบชิดกับแผงอกกว้างของบุรุษตรงหน้า นางโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเขา เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามราตรี ทว่ากลับทำให้ลมหายใจของราชเลขาธิการผู้ทรงอำนาจสะดุดไปชั่วขณะ "สิ่งที่ข้าเจอ... คือรายชื่อของขุนนางครึ่งราชสำนักที่รับสินบนจากแคว้นเป่ยเยี่ยน... และหนึ่งในนั้น มีรายชื่อของคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้าในตอนนี้ด้วยเช่นกันค่ะ ใต้เท้าหลี่" ร่างของหลี่จวินหรงนิ่งค้างไปในทันที นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝีหนึ่งก็ดังขึ้นจากบันไดวนชั้นล่าง—เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและรีบร้อนผิดเวลา พร้อมกับเสียงตะโกนหวาดผวาขององครักษ์หน้าประตูที่ดังทะลุขึ้นมา "ใต้เท้าหลี่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... และ... และศพของเสนาบดีหลิวถูกพบว่าถูกฆ่าตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หัวใจของซูเหม่ยหลินกระตุกวูบ รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางแข็งค้างในทันที นางหันขวับไปมองหน้าหลี่จวินหรงที่แววตาเปลี่ยนเป็นมืดมนดั่งพายุหมุนในชั่วพริบตา ...เกมนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคนที่เดินหมากอยู่บนกระดานเสียแล้ว... --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับกลลวงครั้งนี้ด้วยกันนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%