กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของน้ำหมึกราคาแพง ลอยอวลอยู่ในห้องลับใต้ดินของหอสมุดหลวง แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องระบายอากาศแคบๆ สร้างเงาทอดยาวประหลาดบนผนังอิฐสีเทา
ซูเหม่ยหลินไม่สนใจฝุ่นผงที่เกาะหนาเตอะบนสันแฟ้มเอกสารคดีเก่าคร่ำครึ นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าแพรบางเฉียบพลิกกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าอย่างระมัดระวัง ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและแม่นยำ ราวกับนางกำลังผ่าตัดหัวใจของศัตรูเพื่อหาจุดตาย
สิบค้นมาสามวันสามคืน ในที่สุด เงื่อนงำสายที่สามก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“เจ้ากำลังหาศพที่ถูกฝังกลบไปแล้วสิบปี หรือกำลังขุดหลุมฝังตัวเองกันแน่, ใต้เท้าซู?”
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้องลับ หลี่จวินหรงก้าวออกมาจากเงาอัสดงของชั้นหนังสือ ร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีเข้มดูทรงอำนาจและกดดันจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลง ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเอกสารลับบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้านวลเนียนที่ติดรอยเปื้อนเขม่าหมึกเล็กน้อย
ซูเหม่ยหลินชะงักมือเพียงเสี้ยววินาที นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันทีทันใด แต่เลือกที่จะวางกระดาษแผ่นสุดท้ายลงบนกองเอกสารอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันไปสบตาเขาด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ใต้เท้าหลี่ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ยามวิกาลเช่นนี้ ไท่ซานซู (ราชเลขาธิการ) ผู้ยิ่งใหญ่ไฉนจึงมีเวลาว่างมาเดินตรวจตราในสุสานกระดาษเก่าๆ นี้เล่า หรือว่า... มีความลับใดในคดีเมื่อสิบปีก่อนที่ท่านร้อนรนกลัวว่าข้าจะพบเข้า?”
คำพูดของนางคมกริบราวกับใบมีดที่เคลือบยาพิษ หลี่จวินหรงไม่สะทกสะท้าน เขาก้าวเข้าไปใกล้จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นกายสะอาดเยี่ยงบุรุษผู้ทรงศีลปะปนกับกลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของนาง
“ข้าเพียงแต่ทำหน้าที่รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยของแผ่นดิน” หลี่จวินหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นปัดผ่านใบหูของนาง “ส่วนเจ้า... กำลังรื้อฟื้นคดีกบฏตระกูลเว่ยที่จักรพรรดิองค์ก่อนมีรับสั่งให้ปิดตายด้วยพระองค์เอง ซูเหม่ยหลิน เจ้าคิดจะท้าทายราชบัลลังก์หรืออย่างไร?”
“ท้าทายราชบัลลังก์?” ซูเหม่ยหลินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาดำขลับทอประกายวับวาวด้วยความหยิ่งทะนง “ข้าเพียงแต่ทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏต่างหาก! ท่านรู้ดีแก่ใจ หลี่จวินหรง... คดีเมื่อสิบปีก่อนไม่ได้มีความผิดพลาด แต่มันคือ ‘การฆาตกรรมทางกฎหมาย’ ที่พวกท่านร่วมมือกันสร้างขึ้นมาเพื่อปิดปากคนตระกูลซูต่างหากล่ะ!”
บรรยากาศในห้องลับพลันเงียบงันลงทันที อุณหติรอบตัวราวกับดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง ตัวละครทั้งสองยืนประจันหน้ากันด้วยสายตาที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยมิติสีเทา ฝ่ายหนึ่งยึดมั่นในความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายและอำนาจรัฐเพื่อรักษาความสงบของแผ่นดิน อีกฝ่ายหนึ่งใช้สติปัญญาและคราบน้ำตาเพื่อทวงคืนความจริงและความยุติธรรม สองวิญญาณที่ยืนอยู่คนละฝั่งอุดมการณ์ แต่กลับดึงดูดเข้าหากันด้วยแรงเหวี่ยงอันทรงพลังอย่างประหลาด
หลี่จวินหรงจ้องมองนางนิ่งนาน แววตาที่เคยราบเรียบไร้คลื่นลมไหววับชั่วขณะ ความรู้สึกเจ็บแปลบแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นในอกยามที่ได้เห็นความเด็ดเดี่ยวและรอยแผลเป็นในดวงตาคู่นั้น เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วแข็งแรงแตะเบาๆ ที่คางนวลเพื่อบังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับการสบตา
“เจ้าฉลาดเกินไป ซูเหม่ยหลิน...” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนลงเล็กน้อย ทว่าแฝงด้วยความจริงจังที่น่ากลัว “ความอยากรู้อยากเห็นจะฆ่าเจ้า... และข้า... อาจจะไม่สามารถช่วยชีวิตเจ้าได้เป็นครั้งที่สอง”
ซูเหม่ยหลินปัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดี ดวงตาดื้อรั้นฉายแววเย้ยหยัน “ข้าไม่เคยขอร้องให้ท่านช่วย และชีวิตของข้า... ข้ากำหนดเองได้!”
นางหันกลับไปหยิบกระดาษแผ่นที่ซ่อนอยู่ใต้สุดขึ้นมา มันคือบันทึกการเบิกจ่ายเสบียงทหารลับเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งมีลายมือประทับตราลับของสำนักราชเลขาธิการ—หน่วยงานที่หลี่จวินหรงเป็นผู้ดูแลในขณะนั้น
“นี่คือเงื่อนงำสายที่สามที่ท่านพยายามปกปิด” นางชูแผ่นกระดาษขึ้นตรงหน้าเขา รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนเรียวปาก “ตราประทับนี้ไม่ได้มาจากกบฏตระกูลเว่ย แต่มาจากคลังแสงหลวง... ใต้เท้าหลี่ ท่านอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร?”
หลี่จวินหรงก้มมองตราประทับนั้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นมืดมนลงทันที ร่างสูงนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ราวกับความลับที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจกำลังจะถูกกระชากขึ้นมาสู่แสงสว่าง
ทว่า... ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่บันไดทางลงห้องลับ พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันกึกก้อง เสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจขององครักษ์หน้าประตูตามมาติดๆ
“ใครวะ! หยุดนะ—อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนดังสนั่นตามด้วยเสียงร่างล้มกระแทกพื้น ประตูเหล็กหนาหนักของห้องลับถูกถีบกระเด็นหลุดจากบานพับด้วยแรงมหาศาล ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ซูเหม่ยหลินผุกรุกถอยหลังตามสัญชาตญาณ หลี่จวินหรงดึงแขนนนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วโดยสัญชาตญาณการปกป้อง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังความมืดที่ประตูห้องลับ
เงาร่างมหึมาในชุดเกราะสีดำสนิทนับสิบคันทยอยก้าวเข้ามาในห้อง ปลายดาบในมือสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงเป็นประกายวาบวับ และที่น่ากลัวที่สุดคือ สตรีในชุดคลุมผ้าแพรสีแดงสดผู้หนึ่งกำลังก้าวเท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าใต้ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางเผยให้เห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง...” เสียงหวานหยาดเยิ้มแต่เย็นเยียบจนกระดูกสันหลังวาบหวิวเอ่ยขึ้น “ไม่นึกเลยว่าใต้เท้าหลี่ผู้เคร่งครัด จะแอบมา ‘สืบคดี’ กับนักโทษหนีคดีในที่ลับตาเช่นนี้... หรือว่าพวกท่าน กำลังร่วมมือกันทรยศแผ่นดินกันแน่?”
ซูเหม่ยหลินหน้าถอดสีทันทีเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ—มันคือเสียงของไทเฮาผู้กุมอำนาจเบื้องหลังบัลลังก์!
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับกลลวงครั้งนี้ด้วยกันนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 8
เงื่อนงำสายที่สาม
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!