กลิ่นหมึกชั้นดีราคาแพงผสมกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่นในห้องสมุดหลวง ยามดึกสงัดเช่นนี้ ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การซ่อนความลับ—หรือการขุดคุ้ยมันขึ้นมาประจานต่อหน้าแสงเทียน
ซูเหม่ยหลินไม่เคยเชื่อใจความเงียบงันของวังหลวง ความเงียบที่นี่มักซ่อนเสียงกรีดร้องของคนที่ถูกปิดปากไว้ตลอดกาล นิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างกำลังพลิกดูบัญชีงบประมาณการซ่อมแซมคันกั้นน้ำย้อนหลังสามปี สมุดเล่มหนาหนักอึ้งในมือ นางไม่ได้อ่านมันด้วยสายตาของกุนซือธรรมดา แต่ใช้สัญชาตญาณของคนไขคดีที่มองทะลุปรุโปร่งถึงรอยต่อของตัวเลขที่ถูกจงใจบิดเบือน
"ดึกป่านนี้แล้วใต้เท้าซู... หรือควรเรียกว่าเจ้าหน้าที่ผู้ขยันขันแข็งเป็นพิเศษดี"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหเภอดังขึ้นจากความมืดบริเวณชั้นหนังสือมุมอับ หลี่จวินหรงก้าวออกมาจากเงาสลัว แสงจากเปลวเทียนวูบไหวสะท้อนลงบนสันกรามคมคายและดวงตาคู่นคมที่จับจ้องนางราวกับพญาเหยี่ยวจ้องเหยื่อ เขายังคงสวมชุดขุนนางเต็มยศ ราวกับเพิ่งเดินกลับจากการประชุมลับกับเสนาบดีกรมการคลัง
ซูเหม่ยหลินไม่แม้แต่จะสะดุ้ง นางค่อยๆ วางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างเชื่องช้า สายตาประสานกับเขาโดยปราศจากความหวาดหวั่น
"ใต้เท้าหลี่เองก็คงมีงานราชการสำคัญถึงได้ยังเดินตรวจตราในเขตหวงห้ามยามวิกาลเช่นนี้ หรือว่า... ท่านเพียงแค่กลัวว่าข้าจะบังเอิญเจอสิ่งที่ท่านไม่อยากให้ใครเห็นเข้า?" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากอย่างจงใจ
หลี่จวินหรงสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงกดดันอันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขารายล้อม เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นชาฝูเจี้ยนชั้นดีลอยแตะจมูก "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ ซูเหม่ยหลิน บัญชีพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาลูบคมเล่นได้ตามอำเภอใจ"
"ไฟหรือคะ?" นางทวนคำ น้ำเสียงทอดต่ำลงอย่างมีความหมาย ดวงตากลมโตฉายแวววาววับราวกับลูกแก้วท่ามกลางความมืด "ถ้าข้ากำลังเล่นกับไฟ อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าใครเป็นคนสุมฟืนกองนี้ตั้งแต่แรก... บัญชีซ่อมแซมคันกั้นน้ำเจียงหนาน ยอดเงินสามแสนตำลึงทองถูกเบิกจ่ายเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีก่อน แต่สภาพเขื่อนในรายงานกับความจริงที่ชาวบ้านต้องจมน้ำตาย มันสวนทางกันราวฟ้ากับเหว ท่านราชเลขาธิการผู้ทรงคุณธรรม... ท่านจะอธิบายตัวเลขที่สูญหายไปอย่างไรดีเจ้าคะ?"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองนิ่งค้างไปชั่วขณะ หลี่จวินหรงไม่ได้แสดงอาการตกใจอย่างที่นางคาดหวัง ตรงกันข้าม รอยยิ้มบางเบาเยือกเย็นกลับปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักลึกของเขา
เขารู้... เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางต้องขุดคุ้ยมาถึงจุดนี้
"ฉลาดมาก" หลี่จวินหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ชวนให้ขนลุก "เจ้ามองเห็นรอยร้าวบนผิวน้ำ แต่เจ้ากลับไม่รู้เลยว่าใต้น้ำนั้นมีปลาตัวใหญ่ขนาดไหนกำลังว่ายวนอยู่ บัญชีชุดนี้ไม่ได้ถูกปลอมแปลงโดยขุนนางระดับล่าง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่เจ้าจะลากคอคนบงการตัวจริงออกมาโดยที่คอของเจ้าเองยังอยู่บนบ่า"
"ท่านกำลังขู่ข้า?" ซูเหม่ยหลินเชิดหน้าขึ้น ร่างระหงขยับเข้าประชิดโดยไม่ถอยหนีแม้แต่นصفก้าว ความดื้อรั้นและอุดมการณ์ที่ลุกโชนในแววตานางทำให้หลี่จวินหรงชะงักไปชั่วขณะ หัวใจของราชเลขาธิการผู้เคร่งครัดกระตุกวูบอย่างประหลาด ความรู้สึกดึงดูดและผลักไสในเวลาเดียวกันนี้ช่างอันตรายยิ่งนัก
"ข้าไม่ได้ขู่ ข้ากำลังเตือนด้วยความหวังดี" หลี่จวินหรงยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนขอบโต๊ะใกล้กับมือของนาง กั้นนางไว้ในวงแขนโดยปริยาย "คดีนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าที่เจ้าคิด มันโยงใยไปถึงราชสำนักชั้นสูง และมีอำนาจมืดที่พร้อมจะบดขยี้มดปลวกอย่างเจ้าให้แหลกคามือได้ในพริบตาเดียว เหตุใดจึงดึงดันที่จะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่?"
"เพราะถ้าข้าไม่ทำ แล้วใครจะเป็นคนทวงความยุติธรรมให้ดวงวิญญาณนับพันที่ต้องตายเพราะความโลภของพวกท่าน!" ซูเหม่ยหลินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้เนิ่นนาน ดวงตาคู่สวยคลอด้วยหน่วยน้ำใสแต่ไม่มีวันไหลร่วงลงมาให้เขาได้เห็นความอ่อนแอ
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่ผสานกันอย่างสม่ำเสมอในความมืด หลี่จวินหรงมองลึกลงไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า เขาอ่านความเจ็บปวด ความแค้น และความเด็ดเดี่ยวที่ฝังรากลึกอยู่ในใจนาง ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดขี่ไว้ภายใต้กฎระเบียบของราชสำนักมาตลอดกลับเริ่มสั่นคลอน
มือหนายื่นออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มนวลของนางออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้ซูเหม่ยหลินเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"ถ้าเจ้าอยากรู้ความจริงนัก..." หลี่จวินหรงกระซิบชิดริมหู เสียงของเขาพร่าต่ำและเต็มไปด้วยนัยยะอันลึกซึ้ง "พรุ่งนี้ยามโฉ่วยล (ตีสาม) จงมาที่ห้องใต้ดินของหอตำราหลวงด้วยตัวคนเดียว แล้วข้าจะพาไปดูหลักฐานชิ้นที่เจ็บปวดที่สุด... หลักฐานที่จะทำให้เจ้ารู้ว่า คนที่เจ้าควรระวังตัวที่สุด อาจไม่ใช่ข้า"
ยังไม่ทันที่ซูเหม่ยหลินจะได้เอ่ยปากถามอันใด เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดและเสียงกริบของคมดาบก็ดังแว่วมาจากทางระเบียงทางเดินด้านนอก
*ฉับ!* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ตามด้วยร่างของขันทีเฒ่าคนหนึ่งที่พุ่งทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามา ล้มลงแทบเท้าของทั้งสองคน พร้อมกับกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ก่อนจะสิ้นใจตายคาที่ในสภาพดวงเบิกโพลง
หลี่จวินหรงดึงตัวซูเหม่ยหลินเข้าสู่อ้อมแขนอย่างรวดเร็วเพื่อหลบวิถีลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักฝังลงบนเสาไม้ด้านหลังอย่างเฉียดฉิว ท่ามกลางความอลหม่านในความเงียบงัน นิ้วมือของขันทีผู้ตายที่กำกระดาษแผ่นเล็กยับยู่ยี่ไว้แน่นถูกดึงออกโดยหลี่จวินหรง
เมื่อกางแผ่นกระดาษเปื้อนเลือดออกดูภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่ ซูเหม่ยหลินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ในนั้น... คือรายชื่อขุนนางระดับสูงสามคนที่ร่วมมือกันทุจริต และหนึ่งในลายมือที่ประทับตราลับกำกับไว้มุมล่าง... กลับเป็นตราประทับประจำตัวของ "องค์รัชทายาท" ที่นางเพิ่งถวายรายงานไปเมื่อสัปดาห์ก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับกลลวงครั้งนี้ด้วยกันนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 7
รอยร้าวในกำแพงวัง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!