กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรจีนต้มเคี่ยวและคราบหมึกดำบนปลายนิ้ว คือพยานเพียงหนึ่งเดียวว่าห้วงยามวิกาลได้ล่วงเลยไปไกลเท่าใดแล้ว
ซูเหม่ยหลินกะพริบตาถี่เพื่อขับไล่ความพร่ามัวที่เกาะกุมดวงตา เอกสารคดีลับของกรมอาญาชุดสุดท้ายยังคงกองอยู่ตรงหน้า น้ำหนักของมันช่างกดทับราวกับศิลาพันชั่ง ทว่าสิ่งที่หนักหนากว่าหาใช่ตัวอักษรเหล่านี้ หากแต่เป็นพิษไข้เรื้อรังที่กัดกินเรี่ยวแรงนางทีละน้อยตั้งแต่ออกไปตรวจสอบคลังเสบียงกลางสายฝนเมื่อสองวันก่อน
นางตั้งใจจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยยาที่เย็นชืดบนโต๊ะ ทว่าปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนปัดโดนพู่กันด้ามโปรดกลิ้งตกลงบนพื้น พู่กันไม้เนื้อดีส่งเสียงกระทบพื้นหินเบาๆ แต่ในยามที่ประสาทสัมผัสตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาท
ก่อนที่ร่างบางจะได้โน้มตัวลงไปเก็บ เงาสีดำทาบทับลงบนโต๊ะทำงานอย่างเงียบเชียบ
หลี่จวินหรงไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทาย เขาก้มตัวลงเก็บพู่กันด้ามนั้นด้วยท่าทีเรียบเฉย ทว่าสัมผัสยามที่เขาวางมันกลับคืนลงบนโต๊ะกลับแผ่วเบาจนแทบไร้ซุ่มเสียง ดวงตาคมกริบใต้กรอบคิ้วเข้มกวาดมองกองเอกสารสลับกับใบซีดเซียวของสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา
"ราชเลขาธิการหลี่คงไม่มีงานล้นมือ จนต้องมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยในห้องพักของกุนซือฝ่ายตรงข้ามกระมังคะ" สุ้มเสียงของนางแห้งผากและติดจะประชดประชันเล็กน้อย ทว่าไร้ซึ่งพิษสงเช่นเคย
จวินหรงไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขาสืบเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นอายบุรุษที่สะอาดสะอ้านเจือกลิ่นอายสนหมึกและชาผู่เอ๋อร์จางๆ ลอยเข้าจมูก ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงบนขอบถ้วยยาที่เย็นสนิท ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"ยาหม้อนี้ต้มมาตั้งแต่ยามโฉว่ บัดนี้เข้ายามอิ้นแล้ว ท่านยังมิได้แตะต้องมันเลยสักคำ หรือคิดว่าร่างกายของซูเหม่ยหลินทำจากเหล็กกล้า ที่ต่อให้ตรากตรำเช่นไรก็ไม่รู้จักแตกสลาย"
น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่าแฝงร่องรอยความคาดคั้นที่ทำให้คนฟังรู้สึกร้อนผ่าวที่ปลายหู นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งจิตใจคู่นั้น
"เรื่องของข้า หาใช่ภาระหน้าที่ของใต้เท้าหลี่ไม่" นางฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้เรียวปากจะไร้สีเลือด "หากท่านมาเพื่อเร่งรัดสำนวนคดี เกรงว่าคงต้องผิดหวัง เพราะข้ายังตรวจสอบไม่เสร็จ..."
คำพูดของนางขาดห่วงไปเมื่อจวินหรงยื่นมือออกมารวบถ้วยยาเย็นเฉียบนั้นไปถือไว้เอง เขาก้าวไปยังเตาอุ่นยาขนาดเล็กที่มุมห้องอย่างคุ้นเคย ลงมือจุดไฟและจัดการอุ่นยาใหม่อีกครั้งด้วยท่าทีคล่องแคล่วราวกับทำจนชินมือ ภาพของขุนนางผู้สูงศักดิ์ ผู้กุมอำนาจและกฎหมายบ้านเมือง กำลังยืนพัดเตายาด้วยใบหน้าเรียบเฉย เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึก surreal จนเหม่ยหลินนิ่งงันไป
"ท่านทำอะไร..." นางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจแกแกมระแวง
"ข้าเพียงไม่ต้องการให้กุนซือซูหมดลมหายใจคากองเอกสารของกรมอาญาเสียก่อนที่คดีนี้จะสะสาง" เขาตอบโดยไม่หันกลับมามอง "หากท่านล้มลงในเวลานี้ คนที่จะเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็คือตัวข้าเอง เหตุผลง่ายดายเพียงเท่านี้ ท่านคงเข้าใจได้ไม่ยาก"
แม้คำพูดจะฟังดูไร้ไมตรีจิตและเต็มไปด้วยเหตุผลทางการเมือง ทว่าการกระทำกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เมื่อเขากลับมาพร้อมถ้วยยาอุ่นกรุ่นในเวลาไม่นานนัก จวินหรงวางมันลงตรงหน้าเหม่ยหลิน พร้อมกับเลื่อนถาดขนมเปี๊ยะไส้พุทราจีนที่เพิ่งอบใหม่มาแทนที่กองเอกสารเกะกะ
เหม่ยหลินมองถ้วยยาและขนมตรงหน้า สลับกับใบหน้าด้านข้างที่นิ่งขรึมของชายหนุ่ม หัวใจที่ด้านชามานานนับปีจากการแก้แค้นและการชิงไหวชิงพริบ กลับไหววูบอย่างประหลาด ความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยท่าทีเย็นชาและคำพูดเฉือดเฉือนนี้ ช่างคล้ายคลึงกับตัวตนของนางเสียเหลือเกิน
"ขอบใจ..." นางพึมพำแผ่วเบาแทบไม่หลุดจากริมฝีปาก
จวินหรงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มไหววับขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ เขายื่นมือออกไป ดึงม้วนเอกสารลับฉบับหนึ่งที่นางกำลังตรวจค้างไว้ออกมาถือเสียเอง
"พักเสียเถอะ ส่วนที่เหลือ ข้าจะช่วยดูต่อให้"
"นั่นเป็นหน้าที่ของข้า..."
"ในยามวิกาลเช่นนี้ หน้าที่และความรับผิดชอบมักทำให้คนเรามองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดไป" จวินหรงก้มลงมองนาง แววตาที่ทอดมองมาในยามนี้ไร้ซึ่งชั้นเชิงหมากกระดานใดๆ มีเพียงความลุ่มลึกที่อ่านยาก และประกายความอ่อนโยนที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด "ข้าไม่ได้ช่วยท่านเพราะความเห็นอกเห็นใจ แต่ข้าทำเพราะต้องการให้ท่านมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่เราได้กระชากหน้ากากผู้บงการตัวจริง... ร่วมกัน"
คำว่า 'ร่วมกัน' หนักแน่นและดังก้องอยู่ในความเงียบงัน เหม่ยหลินเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามกดทับเอาไว้ภายใต้เกราะกำบังอันเย็นชา เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
นางจำใจยกถ้วยยาขึ้นจิบ รสชาติขมปร่ากระจายไปทั่ว9โพรงปาก ทว่าความอุ่นซ่านที่ไหลผ่านลำคอกลับแผ่ซ่านไปถึงขั้วหัวใจอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลายลง ความเงียบสงบในยามวิกาลกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังแว่วมาจากระเบียงทางเดินด้านนอก ฝีเท้าที่เร่งรีบและไร้การระมัดระวังเช่นนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในเขตหวงห้ามของหอจดหมายเหตุ
จวินหรงขมวดคิ้วมุ่นทันที เขาวางเอกสารในมือลงอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณมือให้เหม่ยหลินนิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดลงที่บานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกขององครักษ์ประจำตัว
"ใต้เท้าหลี่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ศพของพยานปากเอกในคดีลักลอบค้าอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในคุกหลวง... ถูกพบว่าเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อครู่ และในมือของศพ... มีตราประทับประจำตัวของท่านกุนซือซูถูกทิ้งไว้พ่ะย่ะค่ะ!"
เหม่ยหลินหน้าถอดสีทันที นางผุดลุกขึ้นยืนโดยลืมอาการวิงเวียนศีรษะไปสิ้นเชิง
จวินหรงหันกลับมามองนาง ชั่วพริบตานั้น แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยประกายความคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมเฉือนเฉือนทุกสิ่งเพื่อค้นหาความจริง
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 18
การดูแลที่เงียบเชียบ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!