เปลวไฟสีส้มสาดส่องกระทบโครงหน้าคมสันจนเกิดเงาทอดทอดทับสลับซับซ้อน ราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่จงใจแต้มแต่งความเยียบเย็นและความอบอุ่นไว้บนผืนผ้าใบผืนเดียวกัน เสียงไม้ฟืนปะทุ *เปรี๊ยะ* ดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในถ้ำร้างกลางหุบเขาอวี้หลิง ยามที่พายุหิมะด้านนอกกำลังโหมกระหน่ำซัดสาดราวกับเสียงคำรามของอสูรร้าย
ซูเหม่ยหลินขยับกายเข้าใกล้กองไฟอีกนิด นางดึงผ้าคลุมไหล่ขนจิ้งจอกสีเทาเข้มให้กระชับเข้าหาลำตัว เรียวคิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามทอดสายตามองบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลี่จวินหรง ราชเลขาธิการผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้หัวใจและยึดมั่นในกฎหมายบ้านเมืองราวกับหุ่นยนต์มีชีวิต บัดนี้เขากำลังใช้กิ่งไม้แห้งเขี่ยถ่านไฟในกองฟืนอย่างเงียบเชียบ เสื้อคลุมผ้าแพรปักลายกิเลนของเขาเปียกชื้นและมีคราบโคลนจากการหลบหนีการตามล่าเมื่อช่วงบ่าย แต่ท่วงท่าของเขากลับยังคงสง่างามและไร้รอยขีดข่วนทางจิตวิทยาอย่างน่าประหลาด
"ท่านราชเลขาธิการ..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ "หากเรายังคงเงียบใส่กันเช่นนี้ เกรงว่าความหนาวเหน็บด้านนอกคงไม่ทันได้คร่าชีวิตเรา... ความอึดอัดในที่แคบเช่นนี้คงชิงตัดขั้วหัวใจท่านเสียก่อนเป็นแน่"
หลี่จวินหรงชะอักมือที่ถือไม้อยู่ครู่หนึ่ง เขายกเปลือกตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นคมปลาวาฬสะท้อนประกายไฟสีส้ม ดูลึกล้ำและอ่านยากยิ่งกว่าห้วงมหาสมุทร "ข้าเพียงแต่กำลังใช้ความคิด... ซูซือหลิง (ท่านกุนซือซู) คิดว่าข้ากำลังครุ่นคิดเรื่องอันใดอยู่เล่า? เรื่องราชbürocracy ในราชสำนัก? หรือแผนการหลบหนีออกจากหุบเขานี้?"
"ท่านกำลังคิดว่า... หากคืนนี้เราต้องตายอยู่ที่นี่อย่างไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ศักดิ์ศรีของราชเลขาธิการผู้เที่ยงธรรมคงแปดเปื้อนไม่น้อยที่มีข้า—นักโทษหนีคดีติดสอยห้อยตามมาด้วย" นางยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษความเจ็บปวดแต่น่าหลงใหลในคราเดียวกัน "หรือข้าทายผิด?"
หลี่จวินหรงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าเล็กน้อยแต่ทรงพลัง "เจ้าประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว หรือไม่ก็ต่ำต้อยเกินไป... ในยามที่ความตายอยู่ห่างจากเราเพียงแค่ก้าวเดียว สิ่งที่ข้าคิด หาใช่ชื่อเสียงอันจอมปลอมในราชสำนักไม่"
เขายื่นมือหนาออกไปหยิบกาน้ำชาดินเผาที่ตั้งอยู่ใกล้กองไฟ รินน้ำอุ่นลงในจอกกระเบื้องหยาบๆ ก่อนจะเลื่อนมันข้ามผ่านพื้นหินมาให้นาง ชั่วขณะที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับขอบจอกกระเบื้อง ความอบอุ่นจากไอร้อนแผ่ซ่านผ่านความหนาวเหน็บ แต่ไม่เท่าความอบอุ่นจากสายตาที่เขามองตรงมาที่นาง
"ข้ากำลังคิดว่า..." หลี่จวินหรงเอ่ยต่อ น้ำเสียงทุ้มราบเรียบแต่กลับหนักแน่นจนสั่นคลอนหัวใจคนฟัง "เหตุใดสตรีผู้ฉลาดเฉลียวและมีปัญญาเป็นเลิศเช่นเจ้า จึงยอมเอาชีวิตมาทิ้งไว้กับคดีล้างมลทินที่แม้แต่เงาของความยุติธรรมก็ยังมองไม่เห็น... เจ้าดื้อรั้นเกินไป ซูเหม่ยหลิน"
ซูเหม่ยหลินรับจอกน้ำชามาถือไว้ ความอุ่นซ่านแล่นผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระแสเลือด แต่นางกลับแค่นหัวเราะเบาๆ "ความดื้อรั้น... คือสิ่งเดียวที่ตระกูลซูหลงเหลือไว้ให้ข้าต่างหากเล่า ท่านราชเลขาธิการผู้สูงส่ง ท่านเกิดมาในตระกูลขุนนางใหญ่ มีเส้นทางชีวิตที่ถูกปูพรมด้วยกลีบกุหลาบและตัวบทกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะเข้าใจอะไรกับความรู้สึกของการถูกพรากทุกสิ่งไปในชั่วข้ามคืนเล่า?"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงัดลงไปอีกระดับ เสียงลมพายุหวีดหวิวลอดผ่านปากถ้ำราวกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่ไร้ความเป็นธรรม
หลี่จวินหรงไม่โต้เถียง เขากลับเอนหลังพิงผนังหินเย็นเฉียบ ปลดสายคาดเอวและเสื้อคลุมตัวนอกออกครึ่งหนึ่งเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ ท่าทีที่เปิดเผยและไร้การป้องกันเช่นนี้ ทำให้ซูเหม่ยหลินเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"เจ้าคิดว่าข้าเกิดมาบนกองเงินกองทองและไม่เคยสูญเสียสิ่งใดกระนั้นหรือ?" หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบกับสายลม "ซูเหม่ยหลิน... คนที่อยู่จุดสูงสุดของอำนาจ คือคนสูญเสียมากที่สุดต่างหาก กฎหมายที่ข้าปกป้องด้วยชีวิต มิใช่เพราะข้าเชื่อมั่นในความเมตตาของราชบัลลังก์ แต่เป็นเพราะมันคือสิ่งเดียวที่จะค้ำจุนไม่ให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์... เช่นเดียวกับที่ตระกูลของเจ้าเคยเผชิญ"
ดวงตากลมโตของซูเหม่ยหลินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย อุดมการณ์ที่นางเคยคิดว่ามันช่างเยียบเย็นและไร้หัวใจ แท้จริงแล้วกลับซ่อนรอยแผลเป็นที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน เคมีสีเทาระหว่างคนทั้งสองราวกับสนามแม่เหล็กต่างขั้วที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งฉลาด ทันกัน และบาดลึกในทุกถ้อยคำ
"ท่านกำลังจะบอกว่า... ที่ท่านต้องทำตามโองการลับในการกวาดล้างขุนนางคดโกง ทั้งที่รู้ว่ามีผู้บริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อนไปด้วย คือการเสียสละเพื่อภาพใหญ่เช่นนั้นหรือ?" นางถามเสียงเครือ ความเจ็บปวดในอดีตพรั่งพรูขึ้นมาจุกที่ลำคอ
"ข้าไม่ได้บอกว่ามันถูกต้อง..." หลี่จวินหรงขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ แสงไฟวับแวมสาดส่องให้เห็นเงาสะท้อนในดวงตาคมกริบของเขา "แต่ข้ากำลังบอกว่า... หากในหมากกระดานนี้ ข้าต้องยอมสละม้าหรือเรือเพื่อรักษาขุนไว้ เจ้าคิดว่าข้าเจ็บปวดน้อยกว่าเจ้ากระนั้นหรือ?"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของซูเหม่ยหลิน ภาพความทรงจำในคืนที่ตระกูลซูถูกเพลิงเผาผลาญ เสียงกรีดร้องของบิดามารดา และคราบน้ำตาของนางในวัยเยาว์ไหลย้อนกลับมา แต่ทว่า... ความโดดเดี่ยวที่นางแบกรับมาตลอดหลายปี กลับถูกมองเห็นและเข้าใจ โดยบุรุษผู้เป็นคู่ปรับคนสำคัญที่สุดในชีวิต
หัวใจที่เคยด้านชาและถูกห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็กแห่งความแค้น สั่นไหวอย่างรุนแรงจนน่ากลัว ซูเหม่ยหลินเม้มริมฝีปากแน่น นางเบือนหน้าหนีไปยังกองไฟเพื่อซ่อนหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นมาขอบตา แต่สัมผัสอุ่นจัดที่แตะลงบนหลังมือของนางกลับทำให้ต้องสะดุ้งสุดตัว
หลี่จวินหรงเอื้อมมือมาสัมผัสมือของนางที่กำจอกชาแน่น สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่น ไร้ซึ่งการล่วงเกิน มีเพียงความเข้าใจอันเงียบงันที่ส่งผ่านจากปลายนิ้ว
"ร้องออกมาเถียงกับข้าก็ได้... ซูเหม่ยหลิน" เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ผิดวิสัยราชเลขาธิการผู้เคร่งครัด "ในถ้ำนี้ ไม่มีขุนนาง ไม่มีนักโทษ มีเพียงเจ้าและข้า"
หยดน้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้หลุดร่วงลงกระทบหลังมือของเขา ซูเหม่ยหลินแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา "ท่านนี่มัน... ช่างเป็นบุรุษที่ไร้มารยาทเสียจริง หลี่จวินหรง... มาพรากความตั้งใจที่จะเกลียดท่านให้ลงคอไปเสียดื้อๆ เช่นนี้ได้อย่างไร"
หลี่จวินหรงยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง มันไม่ได้เยือกเย็นหรือเจ้าเล่ห์ แต่มันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกระด้าง "ข้าไม่เคยขอให้เจ้าเกลียดข้า... ข้าเพียงแต่ขอให้เจ้ารอดชีวิต เพื่อมาดูจุดจบของหมากกระดานนี้ร่วมกับข้า"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายและความอบอุ่นเริ่มแทรกซึมเข้าสู่หัวใจที่หนาวเหน็บ เสียงฝีเท้าฝ่ากองหิมะอันหนักหน่วงและรวดเร็วจนผิดปกติ ก็ดังแว่วมาจากปากถ้ำด้านนอก!
*ตึง! ตึง! ตึง!*
หลี่จวินหรงชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าในเสี้ยววินาที เขาผลักซูเหม่ยหลินไปหลบด้านหลังลำตัว พร้อมกับหันคมกระบี่พุ่งตรงไปยังเงาดำมหึมาที่กำลังพุ่งทะลวงฝ่าม่านหิมะเข้ามา
ประกายไฟจากกองฟืนที่วูบไหวสะท้อนภาพตราสัญลักษณ์ประจำราชองค์รักษ์เสื้อแพรที่ปักอยู่บนอกเสื้อของแขกยามวิกาล—ไม่ใช่กลุ่มมือสังหารที่พวกเขากำลังหนี แต่เป็นคนสนิทขององค์รัชทายาทที่ถือม้วนราชโองการลับฉบับใหม่ล่าสุด ซึ่งสลักด้วยเลือดและหยดน้ำตา!
ซูเหม่ยหลินกวาดสายตาผ่านแสงไฟ มองเห็นรอยประทับตราลัญจกรบนม้วนกระดาษนั้นชัดเจน และข้อความแรกที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เลือดในกายของนางเย็นเฉียบจนหยุดไหล—*คดีตระกูลซูถูกประกาศให้เป็นโมฆะ... เนื่องจากผู้ที่สั่งการแท้จริง หาใช่ฮ่องเต้ แต่เป็น...*
"หมอกเหมยปลายฤดู" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาวเหน็บและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 21
มิตรภาพที่ก่อตัว
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!